“สารัชถ์” เสนอรัฐ “อัดยาแรง” รับมือวิกฤติโควิด เหตุ หนักกว่าต้มยำกุ้ง เพราะทุกภาคส่วนได้รับผละทบ โดยเชื่อว่าผู้ประกอบการหลายรายเห็นว่า หากขาดทุน 1–2 เดือน พอรับไหว แต่ถ้านานกว่านี้ไม่น่าไหว

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น จนต้องปิดสถานบันเทิง และสถานที่ที่มีการชุมนุมที่มีการรวมตัวจำนวนมากเป็นเวลา 14 วัน

เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำแต่วิกฤติไวรัสระบาดครั้งนี้หนักกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 เนื่องจากครั้งนั้นกระทบต่อผู้ประกอบการรายใหญ่ที่กู้เงินมา แต่ครั้งนี้กระทบทุกภาคส่วน จะมีคนตกงานจำนวนมาก จึงขอฝากไปถึงรัฐบาลออกมาตรการต่างๆ ทั้งการควบคุมการแพร่ระบาดที่ชัดเจน การช่วยเหลือผู้ประกอบการ คนตกงาน และทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบถ้วนหน้า

“ผมเชื่อว่าผู้ประกอบธุรกิจหลายราย หากขาดทุน 1-2 เดือน น่าจะพอรับไหว แต่ถ้าปล่อยให้เวลาเนิ่นนานออกไปจะมีปัญหาหนักมาก เพราะจะกระทบไปทุกภาคส่วนมากกว่านี้ คนจะตกงาน โดยเฉพาะลูกจ้างรายวัน เมื่อไม่มีรายได้ แล้วจะทำอย่างไรต่อไป ตอนนี้ร้านอาหาร ผับ บาร์ ก็ปิดแล้ว ไม่มีรายได้จะทำอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อภาคสังคมต่อไปหรือไม่ รัฐบาลจะช่วยอย่างไร เท่าที่พวกเรารู้กันว่า วันนี้ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร กระทบหนักมาก เพราะธุรกิจเหล่านี้มีผลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ราว 15% เรื่องนี้จึงกระทบหมดทุกภาคส่วน และอีกไม่นานก็จะมีปัญหาภัยแล้งตามมา รัฐบาลจึงต้องมีมาตรการรับมือ ต้องตรวจสอบ เอกซเรยผลกระทบทุกด้าน”

สำหรับมาตรการที่รัฐบาลควรนำมาใช้ก็คงเหมือนในหลายๆประเทศที่ประกาศใช้ เช่น อัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ ออกพันธบัตร ลดอกเบี้ยนโยบาย ลดดอกเบี้ยเงินกู้ ลดภาษีต่างๆ เพราะขณะนี้มีเงินอยู่ในระบบจำนวนมาก แต่ไม่ออกมา เพราะมีความกังวลเรื่องการระบาดของไวรัส ฉะนั้น รัฐบาลจึงต้องเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ ทั้งเรื่องของการบริหารจัดการไวรัสโควิด-19 และการสื่อสารให้ประชาชนตระหนักรู้ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดไวรัสโควิด

นายสารัชถ์ กล่าวต่อว่า ส่วนผลกระทบต่อกลุ่มกัลฟ์ ขณะนี้ธุรกิจไฟฟ้ายังไม่ได้รับผลกระทบเนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมยังเดินเครื่องผลิตเช่นเดิม ความต้องการใช้ไฟฟ้ายังมีต่อเนื่อง แม้สถานที่ทำงานหลายแห่งให้ทำงานอยู่กับบ้านก็ตาม ประชาชนอยู่กับบ้านก็ยังใช้ไฟฟ้าต่อเนื่อง มีเพียงงานบางส่วนที่ต้องติดต่อต่างชาติ อาจล่าช้าไปบ้าง เพราะแต่ละประเทศมีปัญหาการแพร่ระบาดโควิดเหมือนกัน ส่วนโครงการลงทุนระยะยาว จะกระทบหรือไม่นั้น คงต้องรอดูเรื่องผลกระทบของโควิด-19 ว่าจะกระทบนานมากน้อยขนาดไหน ซึ่งในขณะนี้ไม่มีใครระบุได้

ส่วนการลงทุนในโครงการพื้นฐานที่ร่วมทุนกับกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โครงการท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 ก็ยังเดินหน้าตามแผนงานเดิม ไม่ได้ชะลอการลงทุน เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยจ้างงาน ส่วนโครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 อยู่ระหว่างการเจรจาต่อรองกับภาครัฐ โดยการที่กลุ่มผู้ลงทุนเสนอผลประโยชน์ตอบแทนเพียง 12,000 ล้านบาท

จากที่ ครม.กำหนดกรอบผลตอบแทนแก่รัฐ 32,000 ล้านบาท ต้องมาดูภาพรวมกันก่อน เพราะการประมูลรอบแรกไม่มีผู้เสนอประมูล การประมูลรอบนี้เป็นการประมูลครั้งที่ 2 ผลตอบแทนก็พิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งขณะนั้นการส่งออกชะลอตัว เงินบาทแข็งค่า จึงเสนอผลตอบแทนที่ต่ำกว่าที่ภาครัฐกำหนด สำหรับกัลฟ์ได้สลับการทำงานของพนักงานบางส่วนโดยให้ทำงานที่บ้าน เพื่อลดความแออัดในที่ทำงาน ส่วนโรงไฟฟ้าในต่างจังหวัดก็ลดการพบปะกับชุมชน หรือไม่ให้จัดกิจกรรมใดๆกับชุมชนแล้ว ขณะที่พนักงานในต่างประเทศ ให้อยู่แต่ในบ้าน ตามกฎกติกาของประเทศนั้นๆ ส่วนอาหารการกิน ได้สั่งอาหารเป็นการเฉพาะ แล้วจัดส่งให้พนักงานที่มาทำงาน โดยไม่ต้องลงไปหารับประทานเอง เพื่อลดการแออัด-ควบคุม-ป้องกันการแพร่ระบาด

นายสารัชถ์ เปิดเผยด้วยว่า กัลฟ์ได้บริจาคเงิน 20 ล้านบาท ให้โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อสนับสนุนการจัดซื้อเครื่อง ECMO และเครื่องช่วยหายใจเพื่อผู้ป่วยโรคโควิด-19 เนื่องจากมีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่อุปกรณ์การแพทย์อาจไม่มีเพียงพอ “นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เชิญชวนบริจาคสนับสนุนการซื้ออุปกรณ์นี้มา 10 ล้านบาท แต่เมื่อสอบถามถึงความจำเป็นในการใช้งาน และเห็นจำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแล้ว ผมจึงขอสนับสนุนเป็นวงเงิน 20 ล้านบาท”.

ที่มาของข่าว
ขอขอบคุณ ไทยรัฐ