“วายแอลจี” เผยที่มาช่วงหุ้นลงหนัก กระทบทองระยะสั้น เหตุนักลงทุนขายทองโยกเงินเติมมาร์จิ้น เชื่อระยะยาวทองคำยังไปต่อ ปัจจัยบวกยังแน่น ทั้งดอกเบี้ยขาลง-การเมืองโลกปั่นป่วน

เมื่อวันที่ 20 มี.ค.63 นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า ในสัปดาห์นี้ราคาทองคำถือว่ามีความผันผวน โดยราคาได้ปรับลดลงที่ระดับต่ำสุดที่ 1,451.08 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดครั้งใหม่ของปี 2563 สาเหตุของการปรับลดลงของราคาทองคำนั้น สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย เนื่องจากปกติหากตลาดหุ้นปรับลดลง จะมีแรงซื้อเข้ามาในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ราคาทองปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะตลาดหุ้นลงแรงจนเข้าสู่ภาวะขาลงอย่างเป็นทางการ ทำให้นักลงทุนเผชิญกับการถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม นักลงทุนจึงจำเป็นต้องเทขายทองคำออกมา เพื่อนำเงินไปเติมหลักประกัน รวมถึงชดเชยผลขาดทุนในตลาดหุ้น รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆทั่วโลก ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ที่มีสถาบันการเงินของสหรัฐฯประกาศปิดตัวในช่วงเดือย ก.ย.ปี 51 ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯดิ่งลงอย่างหนัก และทองคำก็ปรับตัวลดลงแรงเช่นกัน อย่างไรก็ดีหลังจากที่เฟดได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ย และใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ก็ส่งผลให้ราคาทองทะยานขึ้นอย่างมาก จนกระทั่งขึ้นไปทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 54 ส่วนทางด้านตลาดหุ้นปรับตัวลดลงอีกหลายเดือนก่อนที่จะค่อยๆฟื้นตัวขึ้นมา หากประวัติศาสตร์ซ้ำรอย คาดว่าความต้องการถือเงินสดในหมู่นักลงทุนนั้น อาจกดดันให้เกิดแรงขายในตลาดทองคําไปอีกสักระยะ เมื่อความตื่นตระหนกในตลาดบรรเทาเบาบางลง นักลงทุนจะกลับมาพิจารณาถึงปัจจัยพื้นฐานต่างๆ และกลับเข้ามาซื้อทองคำในที่สุด

ทั้งนี้หากพิจารณาในด้านปัจจัยพื้นฐาน จะพบว่าปัจจัยสนับสนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นยังอยู่ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านเศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอตัว อันเนื่องมาจากการระบาดของไวรัส Covid-19 จนทำให้เกิดการวิตกว่าอาจเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั่วโลก จึงเป็นแรงผลักดันให้ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะธนาคารกลาสหรัฐ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยและผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม เพื่อรับมือผลกระทบจาก Covid-19 ซึ่งจะสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับทอง ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ย นอกจากนี้งานวิจัยของสภาทองคำโลก ระบุว่า ผลตอบแทนจากทองคำ ในช่วงดอกเบี้ยติดลบ จะสูงกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวของราคาทองคำถึง 2 เท่า รวมถึงปัจจัยความไม่สงบทางการเมืองทั่วโลกก็ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทอง

อย่างไรก็ตามสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย มองว่าในระยะสั้น ควรหาจังหวะขายทำกำไรออกไปก่อน เพราะราคายังมีโอกาสผันผวนต่อเนื่อง แล้วค่อยกลับเข้าซื้ออีกครั้งเมื่อตลาดกลับสู่ภาวะปกติ ส่วนนักลงทุนระยะสั้นและกลางที่รับความเสี่ยงได้สูง ควรหาจังหวะซื้อที่แนวรับ 1,451-1,445 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุด 1,445 ดอลลาร์ต่อออนซ์) เพื่อขายกำไรบริเวณแนวต้าน 1,558-1,593 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับนักลงทุนระยะยาว แนะนำทยอยเข้าซื้อที่แนวรับ 1,445 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และควรเผื่อเงินลงทุนไว้สำหรับการทยอยสะสมเพิ่ม หากราคาปรับตัวลงไปบริเวณ 1,400-1,381 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ที่มาของข่าว
ขอขอบคุณ ไทยรัฐ