หอการค้าไทย คาดคนตกงานเพราะถูกพิษโควิด-19 มีเพียง 3 ล้านคน น้อยกว่าที่ “กกร.” คาดไว้ก่อนหน้านี้ 7 ล้านคน เหตุรัฐบาลรีสตาร์ตธุรกิจได้รวดเร็วกว่าคาดการณ์ไว้ ทำให้สถานการณ์เริ่มดีขึ้น ด้านดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์ฯได้ประเมินว่า ผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้มีผู้ว่างงานจากการถูกเลิกจ้างเพียง 3 ล้านคน ต่ำกว่าที่คณะกรรมการภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินไว้ที่ 7 ล้านคน เพราะรัฐบาลควบคุมการระบาดได้ดี สามารถผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้ธุรกิจกลับมาเปิดใหม่ (รีสตาร์ต) ได้เร็วกว่ากำหนด ส่งผลให้ภาคธุรกิจเริ่มดำเนินกิจการ และมีรายได้เสริมสภาพคล่องได้ทันเวลา

“สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าได้ สามารถประคองการจ้างงานได้ดีขึ้น คือ การผ่อนปรนการเปิดกิจการ เพื่อไม่ให้ธุรกิจหยุดชะงักไปมากกว่านี้ การผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ มาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ที่ยังช้ามากในการจ่ายเงินหากเปรียบเทียบประเทศอื่นๆที่ส่วนใหญ่จ่ายเงินเยียวยาหมดทุกครัวเรือน หรือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบชัดเจน แต่ไทยต้องมีการคัดกรอง ส่งผลให้ประชาชน ที่ยังไม่ได้รับเงินเดือดร้อนจำนวนมาก”

นอกจากนี้ ยังต้องการให้รัฐบาลออกมาตรการรองรับธุรกิจ ที่ได้รับความเดือดร้อนถึงขั้นต้องปิดกิจการชั่วคราว จนต้องปลดพนักงาน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจต้องปิดกิจการถาวรได้ โดยต้องการให้ธนาคารผ่อนคลายเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอี สามารถกู้เงินเพื่อมาจัดการสภาพคล่องทางการเงิน และจ้างงานได้ต่อไป

“เดิมถือว่ามาตรการจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ แต่การจ่ายล่าช้า ทำให้กลายเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจไปแล้ว เพราะเงินเยียวยาที่ถึงมือประชาชนจะใกล้เคียงกับที่รัฐบาลรีสตาร์ตธุรกิจจนเกิดการจับจ่ายใช้สอยกันอย่างคึกคัก และหากวันที่ 17 พ.ค. มีการรีสตาร์ตในเฟส 2 จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น แต่หากไม่สามารถรีสตาร์ตเฟส 2 ได้ตามกำหนดก็จะมีผลต่อการจ้างงานเช่นกัน”

สำหรับ ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ที่สำรวจจากสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศว่า อยู่ที่ระดับ 32.1 ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ที่มีการสำรวจเมื่อวันที่ 1 ม.ค.2561 หรือต่ำสุดในรอบ 28 เดือน และดัชนีความเชื่อมั่นลดลงทุกภาค โดยปัจจัยลบยังเป็นเรื่องโควิด-19 ที่ยังคงมีผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง การใช้มาตรการล็อกดาวน์ การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การปิดกิจการบางประเภท ภัยแล้งที่ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร และการว่างงานจากการปิดธุรกิจในบางประเภท

ดัชนีเชื่อมั่นหอการค้าไทยทรุดต่ำลงเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ซึ่งผู้ประกอบการ นักธุรกิจ ได้รับผลกระทบจากการปิดกิจการ โดยเฉพาะภาคใต้ที่โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวหนักมาก นักท่องเที่ยวหายไปหมด ราคาพืชทางการเกษตรที่ลดลง ทั้งยางพาราปาล์มน้ำมันจนทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นลดต่ำกว่าระดับ 30 เป็นครั้งแรก”

ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด แต่ตามหลักวิชาการ การเข้าสู่ภาวะเงินฝืดได้ เงินเฟ้อต้องติดลบ 6 เดือนติดต่อกัน แต่ปัจจุบันติดลบไปแล้ว 2 เดือน เหลืออีก 4 เดือน ซึ่งมีโอกาสที่จะติดลบต่อเนื่อง และไทยเข้าสู่ภาวะเงินฝืดได้ในปีนี้ เนื่องจากประชาชนไม่มีกำลังซื้อ แต่ยังมั่นใจว่าปี 2563 ภาวะนี้จะหายไป เพราะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวในทิศทางที่ดี และคาดว่าฟื้นตัวในไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป.

ที่มาของข่าว
ขอขอบคุณ ไทยรัฐ