ผลสํารวจซูเปอร์โพล มาจากกลุ่มก๊กพปชร.

“ประยุทธ์” ปัดยื้อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินกุมอำนาจไว้ในมือ อ้างเลิกไม่ได้ทันที ตัวเลขติดเชื้อรายวันยังผันผวน “ชินวรณ์” ตอกฝ่ายค้านไม่ใช่ศึกซักฟอก ดับฝันลากยาว 10 วันถล่ม พ.ร.ก.กู้เงิน “สุทิน” จวกสุกเอาเผากินตีกันชำแหละเงินกู้ก้อนมหึมา “ภูมิธรรม” ย้ำเลิกยาแรงก่อนเศรษฐกิจล้มละลาย “จิรายุ” อ้างเด็ก พปชร.ส่งข้อมูลสาวไส้ “สนธิรัตน์” หว่านงบฯกองทุนพลังงานสร้างมุ้ง ส.ส. “ซูเปอร์โพล” แฉคะแนนนิยม “รัฐบาลตู่” ตกรูด ประชาชนรุมยี้กลุ่มก๊กเปิดศึกชิงเก้าอี้ ไม่สนช่วยคนไทยฝ่าวิกฤติ[X] Close

จากกรณีที่พรรคฝ่ายค้านเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อคลายล็อกทางเศรษฐกิจให้คนทำมาหากินได้สะดวกขึ้น ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ยืนยันผ่านโฆษกรัฐบาลว่ายังทำไม่ได้ทันที จำเป็นต้องให้คง พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ เพราะรายงานของผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่ละวันยังมีตัวเลขผู้ติดเชื้อผันผวน

นายกฯปัดยื้อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินกุมอำนาจ

เมื่อวันที่ 17 พ.ค. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีหลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินทันที ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบค.เข้าใจถึงความเดือดร้อนประชาชนทุกกลุ่มได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงตามลำดับ ประชาชนร่วมมืออยู่ในเกณฑ์ดี แต่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในสถานการณ์ปัจจุบันอาจยังทำไม่ได้ทันที ยังจำเป็นต้องให้คงอยู่ จากการรายงานของผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในแต่ละวันยังมีตัวเลขผู้ติดเชื้อผันผวน จำเป็นต้องให้สถานการณ์ผู้ติดเชื้อหยุดนิ่งก่อน เราต้องรักษาชีวิตประชาชนก่อน รัฐบาลรับฟังทุกฝ่าย แต่เวลานี้ยังไม่สามารถยกเลิกได้ทันที นายกฯย้ำว่าไม่ได้ประวิงเวลาประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อประโยชน์ของตัวเอง หรือต้องการรักษาอำนาจไว้อย่างที่หลายฝ่ายนำไปเป็นประเด็นกล่าวหา

เข้าใจดีปัญหา ศก.หนักทุ่มช่วยทุกกลุ่ม

“เข้าใจดีว่าวันนี้บ้านเมืองกำลังมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ รัฐบาลกำลังดำเนินการแก้ปัญหาและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในทุกกลุ่ม โดยสถานการณ์ขณะนี้ รัฐบาลอยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และร่วมมือกันแก้ปัญหา เชื่อว่าเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นต่อเนื่อง ทุกธุรกิจและทุกกิจกรรมจะกลับมาเปิดให้บริการได้เพิ่มขึ้นต่อไป” โฆษกประสำนักนายกฯกล่าว

วิป รบ.ปิดทางถล่ม พ.ร.ก.กู้เงิน 10 วัน

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์และรองประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงกรณีวิปฝ่ายค้านขออภิปราย พ.ร.ก.เงินกู้ 3 ฉบับ 10 วัน ว่า ฝ่ายค้านคงเสนอความเห็นตามความรู้สึกแต่การประชุมสภาฯต้องเป็นไปตามข้อบังคับ ไม่ซ้ำประเด็น ต้องอภิปรายสลับกัน ประธานสภาฯยุติ การอภิปรายได้ หรือที่ประชุมเสนอปิดอภิปรายได้ วันอภิปรายต้องหารือกันก่อน พ.ร.ก.ทั้ง 3 ฉบับเป็นกฎหมายออกโดยฝ่ายบริหาร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ฝ่ายค้านมีหน้าที่พิจารณาจะอนุมัติหรือไม่ว่า พ.ร.ก. 3 ฉบับชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ และอภิปรายถึงรายละเอียดของแผนงานว่าเป็นไปด้วยความโปร่งใส ถึงมือประชาชนหรือไม่ จึงไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ และ พ.ร.ก. 3 ฉบับได้ดำเนินการไปแล้ว หากฝ่ายค้านไม่อนุมัติไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินการที่ได้ทำมาแล้ว

อย่าหลงประเด็นไม่ใช่ศึกซักฟอก รบ.

“ฝ่ายค้านอย่าหลงประเด็น ขอให้เตรียมอภิปรายได้เต็มที่แต่ต้องอยู่ในกรอบ ฝ่ายค้านติดตามตรวจสอบเรื่องนี้ได้เต็มที่ผ่านกรรมาธิการชุดต่างๆ หากพบความบกพร่องผิดพลาด ทุจริตคอร์รัปชัน ยื่นให้องค์กรอิสระตรวจสอบตามหลักธรรมาภิบาลได้ และยังมีดาบอาญาสิทธิ์ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ทันที แต่ส่วนตัวสนับสนุนให้อภิปรายในสภาฯมากกว่า เพราะมีสิทธิพูดสลับกันทั้งสองฝ่าย หากฝ่ายค้านเข้มแข็ง มีข้อมูลดีจะเกิดประโยชน์ในการตรวจสอบถ่วงดุล วิปรัฐบาลจะได้ประชุมพิจารณาเรื่องนี้ในวันที่ 25 พ.ค.” นายชินวรณ์กล่าว

“สุทิน” อัด รบ. ตีกันชำแหละเงินกู้มหึมา

นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงการหารือกับวิปรัฐบาลในการพิจารณาร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ วันที่ 27 พ.ค.ว่า ในวันที่ 22 พ.ค. นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นัดคณะกรรมการประสานงานสภาฯหารือวางแนวทางการอภิปรายจะได้ความชัดเจนจำนวนวันและรูปแบบการอภิปราย ฝ่ายรัฐบาลระบุจะให้เวลา 3 วันอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ และให้อภิปรายได้เฉพาะประเด็น พ.ร.ก.ทั้ง 3 ฉบับชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ห้ามพูดเนื้อหา พ.ร.ก.ลักษณะการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลไม่ควรรีบสรุปตีกับฝ่ายค้าน ควรรอความชัดเจนจากการประชุมวันที่ 22 พ.ค.ก่อน ให้ฝ่ายค้านอภิปรายได้แค่ 3 วัน เอา หลักเกณฑ์อะไรมากำหนด ทั้งที่เป็นกฎหมายสำคัญ กู้เงินมากสุดในประวัติศาสตร์ สังคมสนใจและกังวลมาก 3 วันคงไม่พอ ควรปล่อยให้อภิปรายไปเรื่อยๆจนเกิดความชัดเจนแจ่มชัดถึงที่สุด อาจเป็น 2 วัน 5 วัน 7 วัน หรือ 10 วันก็ได้ ถ้าอภิปรายวกวนซ้ำซากเป็น อำนาจประธานสภาฯตักเตือนหรือสั่งปิดอภิปรายได้อยู่แล้ว

เฉ่ง รบ. สุกเอาเผากินปิดปากฝ่ายค้าน

นายสุทินกล่าวว่า ฝ่ายรัฐบาลห้ามอภิปรายลงลึกในเนื้อหายิ่งผิดไปกันใหญ่ เท่ากับจำกัดการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน จำกัดการรับรู้ของประชาชน ไม่ควรจำกัดเนื้อหา ถ้าทำตามที่รัฐบาลพูดเท่ากับการอภิปรายไร้ประโยชน์ ดูอาการแล้วรัฐบาลวิตกมากเกินไป เนื้อหาที่ฝ่ายค้านจะพูดตอบโจทย์ที่ประชาชนอยากรู้ว่ามีเหตุผลความจำเป็นอย่างไรในการกู้เงิน จะกู้จากที่ไหน เงื่อนไขเจ้าหนี้เป็นอย่างไร มีแผนงานใช้เงินอย่างไร เกิดประโยชน์ต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจจริงหรือไม่ จะป้องกันการทุจริตการใช้เงินได้มากน้อยเพียงใด จะเป็นภาระการเงินการคลังในอนาคตหรือไม่ เป็นเรื่องที่ประชาชนอยากรู้ แต่ไม่ตรงกับวิธีคิดของรัฐบาลที่จะให้พูดเฉพาะว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ รัฐบาลต้องให้ฝ่ายค้านอภิปรายเต็มที่ จะทำแบบสุกเอาเผากินไม่ได้ การที่รัฐบาลออกมาตีกันเช่นนี้ แสดงถึงความวิตกในความไม่สุจริตใจ มีอะไรปกปิดอยู่ มี ส.ส.พรรคเพื่อไทยแสดงความจำนงขอ อภิปรายมาแล้ว 60 คน ต้องนำมาตัดประเด็นซ้ำซ้อนกันออก ลดผู้อภิปรายของพรรคเพื่อไทยให้เหลือ 30-40 คน ไปรวมผู้อภิปรายพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ

“เจ๊หน่อย” ห่วงเอสเอ็มอีเจ๊ง ศก.ฟุบยาว

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า เศรษฐกิจไทยก่อนโควิด-19 แย่อยู่แล้ว พอมาเจอโควิด-19 อีก นักวิเคราะห์หลายสำนักคาดว่าตัวเลขจีดีพีไทยจะติดลบไม่ต่ำกว่า 9% หรืออาจมากกว่า ถ้ามาตรการรัฐยังเยียวยาประชาชนและธุรกิจไม่ทั่วถึง รวมทั้งเปิด เมืองแบบกระท่อนกระแท่น ขาดแผนงานชัดเจน ปัญหาเศรษฐกิจจะหนักมากจากนี้ไป กระทบคนส่วนใหญ่ตั้งแต่รากหญ้าถึงธุรกิจเอสเอ็มอี รัฐบาลต้องทำเร่งด่วนคือพยายามไม่ให้ธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีล้มหายตายจากกว่า 4 ล้านราย ส่วนใหญ่มีสภาพคล่องไม่เกิน 2 เดือน หากกลั้นหายใจต่อไปไม่ไหว ปิดกิจการลง คนตกงานจะเพิ่มขึ้นมากมาย ธุรกิจเหล่านี้ล้วนอยู่ใน Supply Chain เหมือนโดมิโน ล้มตัวหนึ่งจะล้มระเนระนาดกันไปหมด การฟื้นไม่ง่ายเลย เอสเอ็มอีกว่า 90% ไม่ได้รับการช่วยเหลือตามเงื่อนไขสินเชื่อ 500,000 ล้านบาทของรัฐบาล เป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข เหลือเวลาไม่มาก ถ้าปล่อยให้เอสเอ็มอีเหล่านี้ต้องปิดกิจการ เศรษฐกิจไทยสลบยาวแน่

“อ้วน” บี้เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินก่อนล้มละลาย

นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน โพสต์เฟซบุ๊กว่า รัฐบาลต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินทันทีก่อนที่เศรษฐกิจประเทศจะล้มละลายเกินเยียวยา ตัวเลขการระบาดของโควิด-19 อยู่ในเกณฑ์ควบคุมสถานการณ์ได้ค่อนข้างดีมาก แต่โรคภัยทางเศรษฐกิจนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ภาพเชิงประจักษ์ที่อธิบายได้ดีคือภาพคนมากมายต่อแถวยื่นเรื่องขอทบทวนสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท ภาพเข้าคิวรอรับบริจาคอาหาร ตัวเลขคนฆ่าตัวตายเนื่องจากพิษเศรษฐกิจ นี่คือภาพสะท้อนความจริงทางเศรษฐกิจเป็นยอดภูเขาน้ำแข็ง มี พ.ร.ก.เงินกู้มหาศาลมาเยียวยา ต้องตั้งข้อสังเกตถึงแผนการใช้จ่ายเงินที่มีประสิทธิภาพ สร้างผลลัพธ์คืนคุณค่ากลับมาได้ แต่สิ่งที่รัฐบาลควรทำเร่งด่วนคือยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อเร่งคลายล็อกให้เศรษฐกิจในประเทศลื่นไหลได้ตามกลไกปกติ

ไม่ปลดล็อกเศรษฐกิจยิ่งดิ่งหายนะ

นายภูมิธรรมระบุว่า สังคมไทยกำลังจ่ายต้นทุนที่แพงมาก หากยังยืนยันใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อเนื่อง ด้วยข้ออ้างควบคุมการระบาด ทั้งที่มีกฎหมายเกี่ยวข้องเช่น พ.ร.บ.ควบคุมโรคระบาดใช้ควบคุมป้องกันโรคได้ไม่แตกต่างกัน หากคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ขณะที่การแพร่ระบาดคลี่คลายลงมากแล้ว ไม่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาโอกาสทางเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องตอบคำถามถึงนัยที่ซ่อนอยู่ของการควบคุมอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ การเคลื่อนไหวทางสังคม หากรัฐบาลอาศัยเงื่อนไข พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อรักษาความมั่นคงของตนเอง ดิ้นรนรวบอำนาจการบริหารมาอยู่ที่นายกฯ คนเดียว อำนาจนี้จะกลับมาเป็นเครื่องมือกัดเซาะบ่อนทำลายการฟื้นตัวเศรษฐกิจประเทศ จะกลายเป็นปัจจัยสร้างความยากลำบาก ปิดกั้นโอกาสทำมาหากินของประชาชนมากขึ้น นายกฯอย่าคิดสั้นๆ เห็นแต่ประโยชน์เฉพาะหน้า มุ่งรักษาแต่อำนาจตน รีบปลดล็อกยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก่อนเศรษฐกิจจะหายนะเกินเยียวยา

คลายล็อกช้าเศรษฐกิจพังพินาศ

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจสาหัสไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะรับผิดชอบผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมไหวหรือไม่ การควบคุมการระบาดเชื้อโควิด-19 อาจใช้อำนาจตามกฎหมายป้องกันการแพร่ระบาดได้ เช่น ปิดกิจการ ปิดโรงเรียน ห้ามเข้าประเทศ แต่ศึกเศรษฐกิจไม่อาจใช้อำนาจทางกฎหมายให้มีตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นหรือให้เศรษฐกิจเติบโตได้ รัฐบาลตระหนักศึกเศรษฐกิจแค่ไหน วิกฤตินี้ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา การคลายล็อกช้าทำให้แผลเศรษฐกิจบาดลึกมากขึ้น ต้องแก้โจทย์ยากขึ้น รัฐบาลควรรับฟังผลโพลที่ประชาชนต้องการให้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ชั่งน้ำหนักการคุมตัวเลขติดเชื้อกับการคืนปกติสุขให้ประชาชน ยาแรงย่อมมีผลข้างเคียง ภาคธุรกิจและคนไทยกำลังรอการตัดสินใจที่เฉียบคม รวดเร็ว ถูกเวลา

“จิรายุ” ซัดทึ้งกองทุนพลังงานสร้างมุ้ง ส.ส.

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐว่า เป็นเรื่องภายในพรรคพลังประชารัฐ ไม่มีใครอยากยุ่ง แต่มี ส.ส.ในพรรคส่งข้อมูลมาสาวไส้ให้ฝ่ายค้านฟังว่า นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ และ รมว.พลังงาน กำลังสร้างมุ้ง ส.ส.จากเงินประชาชน โดย ส.ส.พลังประชารัฐไม่น้อยถูกเรียกไปเป่ากระหม่อมให้อยู่ในโอวาท มีโครงการที่ใช้เงินกองทุนพลังงานหลักสิบล้านบวกต่อรายให้ไปทำโครงการมาและนำไปลงพื้นที่ หากเป็นจริงในฐานะประธาน กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ อัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุน สภาฯ จะตรวจสอบการใช้งบประมาณกองทุนพลังงานที่ประชาชนโดนเรียกเก็บจากการซื้อพลังงานทุกประเภทหลายล้านบาท ฝ่ายค้านจะไม่ปล่อยให้มี “คุณแอบ” เอาไปละเลงเล่นได้ สัปดาห์นี้จะสแกน กองทุนพลังงานครั้งใหญ่ เรียกเอกสารสถานะเงินกองทุน นำไปใช้จ่ายในรอบหลายปีมาตรวจสอบ หากพบสิ่งผิดปกติมีไอ้โม่งไปจัดสรรปันส่วนรับรองกัดไม่ปล่อยแน่ ขอฝากไปยังบอร์ดกองทุนพลังงาน 20 คน ต้องรับผิดชอบหากมีการซิกแซ็ก โดยเฉพาะเลขาธิการกองทุนฯหากขยิบตา ไม่กระแอมกระไอปล่อยผ่าน ทำเป็นมองไม่เห็นรับรองได้เลยประชาชนจะเป็นผู้พิพากษา และฝ่ายค้านจะตรวจสอบอย่างเข้มข้น

ขู่บุกทำเนียบทวงเงินช่วยผู้ตกงาน

นายจิรายุกล่าวว่า ส่วนกรณี ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน จะเพิ่มเงินว่างงานให้ผู้ประกันตนจากร้อยละ 62 เป็น 75 ว่า การคืนเงินบางส่วนที่เป็นของลูกจ้างควรคืนอย่างน้อยร้อยละ 80 ของค่าจ้าง 3 เดือนทันที รัฐบาลต้องตัดสินใจเด็ดขาดอย่าดึงเวลา ความเป็นความตายของประชาชนมีทุกวินาที อย่าทอดเวลาเพราะเป็นเงินประชาชน การประชุม ครม.สัปดาห์นี้หากยังคลานต้วมเตี้ยมแบบเต่า ไม่เร่งช่วยผู้ประกันตน จะเป็นแกนนำไปเรียกร้องเงินประกันสังคมให้ผู้ประกันตนถึงทำเนียบรัฐบาล ที่ผ่านมาทำหนังสือถึงเลขาธิการกองทุนประกันสังคมให้ชี้แจงถึงสถานะการเงิน กองทุนชี้แจงว่า ณ วันที่ 8 พ.ค.63 มีเงินที่ใช้ได้เพียงแค่ 16,000 ล้านบาท 2.2 ล้านล้านบาท นำไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและอื่นๆ ร้อยละ 82 หรือ 1.67 ล้านล้านบาท อีก 18% ลงทุนธุรกิจอื่นที่มีความเสี่ยง อาทิ อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ 80,000 ล้านบาท ทั้งในและต่างประเทศ จะหมดโควิดแล้ว ไม่ควรช้าเป็นเต่าเช่นนี้

“เทพไท” ขยี้กู้มโหฬารแต่ตีเช็คเปล่า

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จะใช้เอกสิทธิ์ ส.ส.อภิปรายตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะต่อ พ.ร.ก.เงินกู้ทั้ง 3 ฉบับ ต้องขออนุญาตจากที่ประชุม ส.ส.พรรคก่อน พ.ร.ก.เงินกู้สูงถึง 1.9 ล้านล้านบาท สูงมากเป็นประวัติการณ์ แต่ยังไม่มีรายละเอียดประกอบ พ.ร.ก.เงินกู้เลย เปรียบเสมือนการตีเช็คเปล่า จำเป็นต้องซักถามข้อสงสัยให้รัฐบาลชี้แจงรายละเอียด เพื่อให้ประชาชนที่ต้องรับภาระหนี้สินทั้งหมดได้รับทราบ ส่วนวิปฝ่ายรัฐบาลกำหนดวันประชุม 3 วันน่าจะเพียงพอ ถ้าไม่มีการประท้วงหรือตีรวนกันจากทั้ง 2 ฝ่ายให้เสียบรรยากาศ ต้องเปิดประชุมตั้งแต่ 09.00-21.00 น. แต่ถ้า
รัฐบาลยกเลิกประกาศเคอร์ฟิวตามที่หลายฝ่ายเสนอก็ขยายเวลาประชุมได้ถึงเวลา 24.00 น.ได้อีก แต่ถ้าหากว่าการประชุมไม่จบภายใน 3 วัน ประธานสภาฯใช้ดุลพินิจขยายเวลาการประชุมออกไปอีกก็ได้ แต่เบื้องต้น 3 วันน่าจะเหมาะสมแล้ว

จี้ “สนธิรัตน์” ละเกมชิงเก้าอี้แก้ปาล์มตก

นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “หยุดปัญหาส่วนตัว อย่ามัวแต่แย่งชิงอำนาจกันในพรรค จนชาวสวนปาล์มจะกระอักตายกันอยู่แล้ว” ว่าราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้น มี.ค.จาก กก.ละ 6-7 บาท เหลือ 2.70 บาท แต่ราคาซีพีโออยู่ที่ 21 บาทต่อ กก. ผิดปกติไม่สอดคล้องกัน ภาครัฐต้องเร่งตรวจสอบสาเหตุและแก้ไขทันที ชาวสวนปาล์มเดือดร้อนหนัก แม้จะจ่ายชดเชยโครงการประกันรายได้ก็ได้แค่ 25 ไร่ ชาวสวนปาล์มระบายความอัดอั้นตันใจว่า หากรัฐบาลยังไม่เหลียวแลเร่งแก้ปัญหาพวกเขาอาจต้องแสดงออกเชิงสัญลักษณ์บางอย่างให้รัฐบาลหันมามองบ้าง ฝากถึงนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ให้เร่งแก้ปัญหานี้เร็วเหมือนที่เคยคุยโวไว้ คาราคาซังมาเกือบ 3 เดือน แต่เพิ่งขยับให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบเพิ่ม 3.75 หมื่นตันนำไปผลิตไฟฟ้า จะดูดซับสต๊อกน้ำมันออกจากระบบต้องทำให้เร็ว ความเดือดร้อนประชาชนรอไม่ได้ อย่ามัวแต่ไปเล่นเกมการเมืองแย่งชิงอำนาจภายในพรรคพลังประชารัฐจนลืมปากท้องของประชาชน

รอ กก.บห.เคาะรื้อโครงสร้าง พปชร.

ที่วัดมงคลวราราม (มะเกลือ) ถนนจอมทอง เขตจอมทอง กทม. น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐและอดีตผู้สมัคร ส.ส. เขตจอมทอง-ธนบุรี เปิดโครงการเติมน้ำมันฟรี ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 โดย น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ตั้งใจทำเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนชาวจอมทอง-ธนบุรี ให้ประชาชนที่ขับขี่มอเตอร์ไซค์เติมน้ำมันฟรี ได้รับความสนใจมาลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์จำนวนมากทยอยเดินทางมาเติม จะเปิดให้เติมถึงเวลา 18.00 น. เบื้องต้นมาลงทะเบียนทั้งสิ้น 1,200 คัน เมื่อถามถึงกระแสข่าวความเคลื่อนไหวในการพยายามเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรค น.ส.ทิพานันกล่าวว่า ข่าวที่ออกมาเราไม่ได้ให้ความสำคัญ มุ่งบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน ส่วนจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบริหารภายในพรรคหรือไม่ คณะกรรมการบริหารพรรคจะประชุมพิจารณา ต้องรอความชัดเจนต่อไป

ส่ง “วัฒนา” หน้าเดิมลง ลต.ซ่อมลำปาง

นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อและในฐานะนายทะเบียนพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงการเลือกตั้ง ส.ส.ซ่อม ส.ส.เขต 4 จ.ลำปาง ในวันที่ 20 มิ.ย. และยื่นใบสมัครวันที่ 22-26 พ.ค.ว่า พรรคพลังประชารัฐจะส่งผู้สมัครคนเดิมคือนายวัฒนา สิทธิวัง ลงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 4 ลำปาง สัปดาห์นี้จะดำเนินการเป็นทางการ ให้หัวหน้าพรรคออกหนังสือรับรอง เตรียมพร้อมช่วยผู้สมัครหาเสียง การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา นายวัฒนามีคะแนนมาเป็นอันดับ 2 ห่างไม่มาก ผลงานรัฐบาล โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาโควิด-19 การช่วยเหลือเยียวยาประชาชนและนโยบายการแก้ไขที่จะตามมา จะสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

คะแนนนิยม “รัฐบาลตู่” ทรุดฮวบ

นายนพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เผยผลสำรวจเรื่อง “ฐานที่เปราะบาง” จากประชาชนทั่วประเทศ 2,021 ตัวอย่าง เมื่อวันที่ 13-16 พ.ค.ว่า เมื่อพิจารณาแนวโน้มฐานจุดยืนทางการเมืองของประชาชนตั้งแต่ ก.ค.62 ถึงช่วงเหตุวุ่นๆในรัฐบาล พบว่าฐานสนับสนุนของประชาชนต่อรัฐบาลลดฮวบลงอย่างรวดเร็วจากร้อยละ 46.9 เหลือร้อยละ 36.1 เพราะความวุ่นวายขัดแย้ง แย่งตำแหน่งในรัฐบาลช่วงวิกฤติโควิด-19 บนความทุกข์ยากของประชาชน ขณะที่กลุ่มคนไม่สนับสนุนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 22 เป็นร้อยละ 34.1 และกลุ่มพลังเงียบลดลงจากร้อยละ 31.1 เหลือร้อยละ 29.8 ไปเพิ่มในฐานกลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาล เมื่อแบ่งกลุ่มช่วงอายุในฐานสนับสนุนรัฐบาลคนอายุ 60 ปีขึ้นไปเป็นฐานหนุนรัฐบาลมากสุดร้อยละ 48.7 กลุ่มอายุ 40-59 ปี ร้อยละ 38.9 กลุ่มอายุ 25-39 ปี ร้อยละ 21.7 ส่วนเยาวชนอายุไม่เกิน 24 ปี ร้อยละ 10.9 กลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาล มีเยาวชนอายุไม่เกิน 24 ปีส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.9 กลุ่มอายุ 24-39 ปี ร้อยละ 49 กลุ่มอายุ 40-59 ปี ร้อยละ 27.6 และอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 31.1

คนยี้ พปชร.แย่งชิง รมต.ไม่สนวิกฤติ

เมื่อถามว่า รู้สึกยี้หรือรับได้กับความขัดแย้งวุ่นวายทางการเมือง แย่งตำแหน่ง แย่งเก้าอี้ แบ่งพรรคแบ่งพวก พบว่ากลุ่มสนับสนุนรัฐบาลยี้ ร้อยละ 94.5 รับได้เพียงร้อยละ 5.5 กลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาลยี้ ร้อยละ 82.9 รับได้ 17.1 กลุ่มพลังเงียบยี้ ร้อยละ 92.1 รับได้แค่ร้อยละ 7.9 สะท้อนว่าฐานสนับสนุนของรัฐบาลยังเปราะบางอยู่มาก เห็นชัดว่ากลุ่มเยาวชนส่วนใหญ่ยังไม่สนับสนุนรัฐบาล หรือแม้แต่กลุ่มคนสูงอายุสัดส่วนที่ไม่สนับสนุนก็ไม่น้อยเกือบ 1 ใน 3 จึงทำให้กลุ่มคนสนับสนุนลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดเรื่องละเอียดอ่อนไหวต่ออารมณ์ของประชาชน เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่ปักใจอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงยี้รับไม่ได้กับพฤติกรรมกระหายตำแหน่งหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้องแทนจะก้มหน้าทำงานหนักช่วยเหลือเยียวยาประชาชนช่วงโควิด-19 และวิกฤติอื่นๆ

“ราเมศ” โต้หาความจริงใส่ร้าย “มาร์ค”

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการกล่าวพาดพิงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขอคืนพื้นที่สั่งสลายการชุมนุมปี 2553 ทำให้คนเสียชีวิตว่ากลุ่มที่กล่าวหาใส่ร้ายสร้างวาทกรรมทำลายนายอภิสิทธิ์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ทั้งที่ผ่านการพิสูจน์จากกระบวนการยุติธรรมแล้ว รายงานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ยืนยันชัดเจนการชุมนุมเมื่อปี 53 เป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มีการยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ต่อศาลอาญาข้อหาเจตนาฆ่าผู้ชุมนุม ได้ร่วมกันก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการใช้ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยต่างๆ เข้าปฏิบัติการผลักดันผู้ชุมนุม สลายการชุมนุม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ศาลชั้นต้นยกฟ้องเพราะไม่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น และศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องเช่นกัน

ยกศาลฎีกา–ป.ป.ช.ยันไม่มีการสั่งฆ่าใคร

นายราเมศกล่าวอีกว่า คดีตกไปอยู่กับ ป.ป.ช.ยื่นคำร้องนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯและ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ.ข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ป.ป.ช.ระบุไว้ชัดเจนว่าทั้งนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ พล.อ.อนุพงษ์ไม่ได้กระทำความผิดตามกล่าวหา และศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ในคดีเลขที่ 1699/2560 “ว่าการกระทำของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ของบ้านเมือง” ควรยุติไม่ควรมาใช้วาทกรรมปลุกปั่นประชาชนเข้าใจผิด คำพิพากษาศาลฎีกา เลขที่ 6646-6674/2561 คดีแพ่งที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมเผาอาคารพาณิชย์ของประชาชน ศาลพิพากษาให้แกนนำชดใช้ค่าเสียหาย 19,347,000 บาท ผลแห่งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่อาคารและทรัพย์สินของโจทก์ทั้ง 4 ที่ถูกบุคคลผู้ชุมนุมในกลุ่ม นปช. วางเพลิงเผาทำลายเป็นผลเกิดจากคำปราศรัยของจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 เข้าลักษณะ เป็นผู้ยุยงส่งเสริมละเมิดของบุคคลผู้ชุมนุมในกลุ่ม นปช. ที่ร่วมกันเผาอาคาร” ความจริงเหล่านี้ต่างหากที่ควรค้นหา แล้วนำมาเผยแพร่ให้ประชาชนได้ทราบข้อเท็จจริง

แนะฟังอดีตบอร์ดบินไทยผ่าวิกฤติ

อีกเรื่อง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวว่า ก่อนที่รัฐบาลจะตัดสินใจเลือกแนวทางแก้ปัญหาวิกฤติการบินไทย ขอเสนอว่าควรมอบให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน เป็นเจ้าภาพรับผิดชอบรับฟังความคิดเห็นของอดีตกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อดีตผู้บริหารและอดีตคณะกรรมการการบินไทย เพราะทั้งคู่เคยเป็นบอร์ดการบินไทยมาก่อน ย่อมรู้เรื่องการบินไทยดีพอสมควร หลังรับฟังเชื่อว่ารัฐบาลน่าจะได้รับแนวทางแก้วิกฤติการบินไทยที่ดี เหมาะสมกับสถานการณ์ ปัญหาใหญ่ของการบินไทยคือ การมีขั้นตอนซับซ้อน ทำให้ไม่ทันคู่แข่ง ยังมีคำตอบที่ต้องการความกระจ่างชัดคือการบินไทยจะแก้ปัญหาขาดทุนและความไม่โปร่งใส การแสวงหาผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมได้หรือไม่ การที่กระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่และตัวแทนที่กระทรวงการคลังส่งมานั่งในคณะกรรมการและแต่งตั้งเป็นดีดี บ่อยครั้งไม่ได้ตัดสินใจบนพื้นฐานปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริงเพราะไม่ใช่เงินตัวเอง ถึงอย่างไรรัฐบาลต้องอุ้มหากเกิดความเสียหาย เป็นความด้อยประสิทธิภาพที่มาจากระบบราชการ หวังว่าผู้มีความรู้จะใช้ศักยภาพสติปัญญาทำวิกฤติเป็นโอกาส

จี้ “บิ๊กตู่” สอบหมกหนี้ผูกพันแสนล้าน

ผลสํารวจซูเปอร์โพล มาจากกลุ่มก๊กพปชร.

“ประยุทธ์” ปัดยื้อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินกุมอำนาจไว้ในมือ อ้างเลิกไม่ได้ทันที ตัวเลขติดเชื้อรายวันยังผันผวน “ชินวรณ์” ตอกฝ่ายค้านไม่ใช่ศึกซักฟอก ดับฝันลากยาว 10 วันถล่ม พ.ร.ก.กู้เงิน “สุทิน” จวกสุกเอาเผากินตีกันชำแหละเงินกู้ก้อนมหึมา “ภูมิธรรม” ย้ำเลิกยาแรงก่อนเศรษฐกิจล้มละลาย “จิรายุ” อ้างเด็ก พปชร.ส่งข้อมูลสาวไส้ “สนธิรัตน์” หว่านงบฯกองทุนพลังงานสร้างมุ้ง ส.ส. “ซูเปอร์โพล” แฉคะแนนนิยม “รัฐบาลตู่” ตกรูด ประชาชนรุมยี้กลุ่มก๊กเปิดศึกชิงเก้าอี้ ไม่สนช่วยคนไทยฝ่าวิกฤติ[X] Close

จากกรณีที่พรรคฝ่ายค้านเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อคลายล็อกทางเศรษฐกิจให้คนทำมาหากินได้สะดวกขึ้น ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ยืนยันผ่านโฆษกรัฐบาลว่ายังทำไม่ได้ทันที จำเป็นต้องให้คง พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ เพราะรายงานของผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่ละวันยังมีตัวเลขผู้ติดเชื้อผันผวน

นายกฯปัดยื้อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินกุมอำนาจ

เมื่อวันที่ 17 พ.ค. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีหลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินทันที ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบค.เข้าใจถึงความเดือดร้อนประชาชนทุกกลุ่มได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงตามลำดับ ประชาชนร่วมมืออยู่ในเกณฑ์ดี แต่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในสถานการณ์ปัจจุบันอาจยังทำไม่ได้ทันที ยังจำเป็นต้องให้คงอยู่ จากการรายงานของผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในแต่ละวันยังมีตัวเลขผู้ติดเชื้อผันผวน จำเป็นต้องให้สถานการณ์ผู้ติดเชื้อหยุดนิ่งก่อน เราต้องรักษาชีวิตประชาชนก่อน รัฐบาลรับฟังทุกฝ่าย แต่เวลานี้ยังไม่สามารถยกเลิกได้ทันที นายกฯย้ำว่าไม่ได้ประวิงเวลาประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อประโยชน์ของตัวเอง หรือต้องการรักษาอำนาจไว้อย่างที่หลายฝ่ายนำไปเป็นประเด็นกล่าวหา

เข้าใจดีปัญหา ศก.หนักทุ่มช่วยทุกกลุ่ม

“เข้าใจดีว่าวันนี้บ้านเมืองกำลังมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ รัฐบาลกำลังดำเนินการแก้ปัญหาและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในทุกกลุ่ม โดยสถานการณ์ขณะนี้ รัฐบาลอยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และร่วมมือกันแก้ปัญหา เชื่อว่าเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นต่อเนื่อง ทุกธุรกิจและทุกกิจกรรมจะกลับมาเปิดให้บริการได้เพิ่มขึ้นต่อไป” โฆษกประสำนักนายกฯกล่าว

วิป รบ.ปิดทางถล่ม พ.ร.ก.กู้เงิน 10 วัน

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์และรองประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงกรณีวิปฝ่ายค้านขออภิปราย พ.ร.ก.เงินกู้ 3 ฉบับ 10 วัน ว่า ฝ่ายค้านคงเสนอความเห็นตามความรู้สึกแต่การประชุมสภาฯต้องเป็นไปตามข้อบังคับ ไม่ซ้ำประเด็น ต้องอภิปรายสลับกัน ประธานสภาฯยุติ การอภิปรายได้ หรือที่ประชุมเสนอปิดอภิปรายได้ วันอภิปรายต้องหารือกันก่อน พ.ร.ก.ทั้ง 3 ฉบับเป็นกฎหมายออกโดยฝ่ายบริหาร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ฝ่ายค้านมีหน้าที่พิจารณาจะอนุมัติหรือไม่ว่า พ.ร.ก. 3 ฉบับชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ และอภิปรายถึงรายละเอียดของแผนงานว่าเป็นไปด้วยความโปร่งใส ถึงมือประชาชนหรือไม่ จึงไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ และ พ.ร.ก. 3 ฉบับได้ดำเนินการไปแล้ว หากฝ่ายค้านไม่อนุมัติไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินการที่ได้ทำมาแล้ว

อย่าหลงประเด็นไม่ใช่ศึกซักฟอก รบ.

“ฝ่ายค้านอย่าหลงประเด็น ขอให้เตรียมอภิปรายได้เต็มที่แต่ต้องอยู่ในกรอบ ฝ่ายค้านติดตามตรวจสอบเรื่องนี้ได้เต็มที่ผ่านกรรมาธิการชุดต่างๆ หากพบความบกพร่องผิดพลาด ทุจริตคอร์รัปชัน ยื่นให้องค์กรอิสระตรวจสอบตามหลักธรรมาภิบาลได้ และยังมีดาบอาญาสิทธิ์ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ทันที แต่ส่วนตัวสนับสนุนให้อภิปรายในสภาฯมากกว่า เพราะมีสิทธิพูดสลับกันทั้งสองฝ่าย หากฝ่ายค้านเข้มแข็ง มีข้อมูลดีจะเกิดประโยชน์ในการตรวจสอบถ่วงดุล วิปรัฐบาลจะได้ประชุมพิจารณาเรื่องนี้ในวันที่ 25 พ.ค.” นายชินวรณ์กล่าว

“สุทิน” อัด รบ. ตีกันชำแหละเงินกู้มหึมา

นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงการหารือกับวิปรัฐบาลในการพิจารณาร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ วันที่ 27 พ.ค.ว่า ในวันที่ 22 พ.ค. นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นัดคณะกรรมการประสานงานสภาฯหารือวางแนวทางการอภิปรายจะได้ความชัดเจนจำนวนวันและรูปแบบการอภิปราย ฝ่ายรัฐบาลระบุจะให้เวลา 3 วันอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ และให้อภิปรายได้เฉพาะประเด็น พ.ร.ก.ทั้ง 3 ฉบับชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ห้ามพูดเนื้อหา พ.ร.ก.ลักษณะการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลไม่ควรรีบสรุปตีกับฝ่ายค้าน ควรรอความชัดเจนจากการประชุมวันที่ 22 พ.ค.ก่อน ให้ฝ่ายค้านอภิปรายได้แค่ 3 วัน เอา หลักเกณฑ์อะไรมากำหนด ทั้งที่เป็นกฎหมายสำคัญ กู้เงินมากสุดในประวัติศาสตร์ สังคมสนใจและกังวลมาก 3 วันคงไม่พอ ควรปล่อยให้อภิปรายไปเรื่อยๆจนเกิดความชัดเจนแจ่มชัดถึงที่สุด อาจเป็น 2 วัน 5 วัน 7 วัน หรือ 10 วันก็ได้ ถ้าอภิปรายวกวนซ้ำซากเป็น อำนาจประธานสภาฯตักเตือนหรือสั่งปิดอภิปรายได้อยู่แล้ว

เฉ่ง รบ. สุกเอาเผากินปิดปากฝ่ายค้าน

นายสุทินกล่าวว่า ฝ่ายรัฐบาลห้ามอภิปรายลงลึกในเนื้อหายิ่งผิดไปกันใหญ่ เท่ากับจำกัดการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน จำกัดการรับรู้ของประชาชน ไม่ควรจำกัดเนื้อหา ถ้าทำตามที่รัฐบาลพูดเท่ากับการอภิปรายไร้ประโยชน์ ดูอาการแล้วรัฐบาลวิตกมากเกินไป เนื้อหาที่ฝ่ายค้านจะพูดตอบโจทย์ที่ประชาชนอยากรู้ว่ามีเหตุผลความจำเป็นอย่างไรในการกู้เงิน จะกู้จากที่ไหน เงื่อนไขเจ้าหนี้เป็นอย่างไร มีแผนงานใช้เงินอย่างไร เกิดประโยชน์ต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจจริงหรือไม่ จะป้องกันการทุจริตการใช้เงินได้มากน้อยเพียงใด จะเป็นภาระการเงินการคลังในอนาคตหรือไม่ เป็นเรื่องที่ประชาชนอยากรู้ แต่ไม่ตรงกับวิธีคิดของรัฐบาลที่จะให้พูดเฉพาะว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ รัฐบาลต้องให้ฝ่ายค้านอภิปรายเต็มที่ จะทำแบบสุกเอาเผากินไม่ได้ การที่รัฐบาลออกมาตีกันเช่นนี้ แสดงถึงความวิตกในความไม่สุจริตใจ มีอะไรปกปิดอยู่ มี ส.ส.พรรคเพื่อไทยแสดงความจำนงขอ อภิปรายมาแล้ว 60 คน ต้องนำมาตัดประเด็นซ้ำซ้อนกันออก ลดผู้อภิปรายของพรรคเพื่อไทยให้เหลือ 30-40 คน ไปรวมผู้อภิปรายพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ

“เจ๊หน่อย” ห่วงเอสเอ็มอีเจ๊ง ศก.ฟุบยาว

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า เศรษฐกิจไทยก่อนโควิด-19 แย่อยู่แล้ว พอมาเจอโควิด-19 อีก นักวิเคราะห์หลายสำนักคาดว่าตัวเลขจีดีพีไทยจะติดลบไม่ต่ำกว่า 9% หรืออาจมากกว่า ถ้ามาตรการรัฐยังเยียวยาประชาชนและธุรกิจไม่ทั่วถึง รวมทั้งเปิด เมืองแบบกระท่อนกระแท่น ขาดแผนงานชัดเจน ปัญหาเศรษฐกิจจะหนักมากจากนี้ไป กระทบคนส่วนใหญ่ตั้งแต่รากหญ้าถึงธุรกิจเอสเอ็มอี รัฐบาลต้องทำเร่งด่วนคือพยายามไม่ให้ธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีล้มหายตายจากกว่า 4 ล้านราย ส่วนใหญ่มีสภาพคล่องไม่เกิน 2 เดือน หากกลั้นหายใจต่อไปไม่ไหว ปิดกิจการลง คนตกงานจะเพิ่มขึ้นมากมาย ธุรกิจเหล่านี้ล้วนอยู่ใน Supply Chain เหมือนโดมิโน ล้มตัวหนึ่งจะล้มระเนระนาดกันไปหมด การฟื้นไม่ง่ายเลย เอสเอ็มอีกว่า 90% ไม่ได้รับการช่วยเหลือตามเงื่อนไขสินเชื่อ 500,000 ล้านบาทของรัฐบาล เป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข เหลือเวลาไม่มาก ถ้าปล่อยให้เอสเอ็มอีเหล่านี้ต้องปิดกิจการ เศรษฐกิจไทยสลบยาวแน่

“อ้วน” บี้เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินก่อนล้มละลาย

นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน โพสต์เฟซบุ๊กว่า รัฐบาลต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินทันทีก่อนที่เศรษฐกิจประเทศจะล้มละลายเกินเยียวยา ตัวเลขการระบาดของโควิด-19 อยู่ในเกณฑ์ควบคุมสถานการณ์ได้ค่อนข้างดีมาก แต่โรคภัยทางเศรษฐกิจนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ภาพเชิงประจักษ์ที่อธิบายได้ดีคือภาพคนมากมายต่อแถวยื่นเรื่องขอทบทวนสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท ภาพเข้าคิวรอรับบริจาคอาหาร ตัวเลขคนฆ่าตัวตายเนื่องจากพิษเศรษฐกิจ นี่คือภาพสะท้อนความจริงทางเศรษฐกิจเป็นยอดภูเขาน้ำแข็ง มี พ.ร.ก.เงินกู้มหาศาลมาเยียวยา ต้องตั้งข้อสังเกตถึงแผนการใช้จ่ายเงินที่มีประสิทธิภาพ สร้างผลลัพธ์คืนคุณค่ากลับมาได้ แต่สิ่งที่รัฐบาลควรทำเร่งด่วนคือยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อเร่งคลายล็อกให้เศรษฐกิจในประเทศลื่นไหลได้ตามกลไกปกติ

ไม่ปลดล็อกเศรษฐกิจยิ่งดิ่งหายนะ

นายภูมิธรรมระบุว่า สังคมไทยกำลังจ่ายต้นทุนที่แพงมาก หากยังยืนยันใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อเนื่อง ด้วยข้ออ้างควบคุมการระบาด ทั้งที่มีกฎหมายเกี่ยวข้องเช่น พ.ร.บ.ควบคุมโรคระบาดใช้ควบคุมป้องกันโรคได้ไม่แตกต่างกัน หากคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ขณะที่การแพร่ระบาดคลี่คลายลงมากแล้ว ไม่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาโอกาสทางเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องตอบคำถามถึงนัยที่ซ่อนอยู่ของการควบคุมอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ การเคลื่อนไหวทางสังคม หากรัฐบาลอาศัยเงื่อนไข พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อรักษาความมั่นคงของตนเอง ดิ้นรนรวบอำนาจการบริหารมาอยู่ที่นายกฯ คนเดียว อำนาจนี้จะกลับมาเป็นเครื่องมือกัดเซาะบ่อนทำลายการฟื้นตัวเศรษฐกิจประเทศ จะกลายเป็นปัจจัยสร้างความยากลำบาก ปิดกั้นโอกาสทำมาหากินของประชาชนมากขึ้น นายกฯอย่าคิดสั้นๆ เห็นแต่ประโยชน์เฉพาะหน้า มุ่งรักษาแต่อำนาจตน รีบปลดล็อกยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก่อนเศรษฐกิจจะหายนะเกินเยียวยา

คลายล็อกช้าเศรษฐกิจพังพินาศ

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจสาหัสไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะรับผิดชอบผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมไหวหรือไม่ การควบคุมการระบาดเชื้อโควิด-19 อาจใช้อำนาจตามกฎหมายป้องกันการแพร่ระบาดได้ เช่น ปิดกิจการ ปิดโรงเรียน ห้ามเข้าประเทศ แต่ศึกเศรษฐกิจไม่อาจใช้อำนาจทางกฎหมายให้มีตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นหรือให้เศรษฐกิจเติบโตได้ รัฐบาลตระหนักศึกเศรษฐกิจแค่ไหน วิกฤตินี้ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา การคลายล็อกช้าทำให้แผลเศรษฐกิจบาดลึกมากขึ้น ต้องแก้โจทย์ยากขึ้น รัฐบาลควรรับฟังผลโพลที่ประชาชนต้องการให้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ชั่งน้ำหนักการคุมตัวเลขติดเชื้อกับการคืนปกติสุขให้ประชาชน ยาแรงย่อมมีผลข้างเคียง ภาคธุรกิจและคนไทยกำลังรอการตัดสินใจที่เฉียบคม รวดเร็ว ถูกเวลา

“จิรายุ” ซัดทึ้งกองทุนพลังงานสร้างมุ้ง ส.ส.

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐว่า เป็นเรื่องภายในพรรคพลังประชารัฐ ไม่มีใครอยากยุ่ง แต่มี ส.ส.ในพรรคส่งข้อมูลมาสาวไส้ให้ฝ่ายค้านฟังว่า นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ และ รมว.พลังงาน กำลังสร้างมุ้ง ส.ส.จากเงินประชาชน โดย ส.ส.พลังประชารัฐไม่น้อยถูกเรียกไปเป่ากระหม่อมให้อยู่ในโอวาท มีโครงการที่ใช้เงินกองทุนพลังงานหลักสิบล้านบวกต่อรายให้ไปทำโครงการมาและนำไปลงพื้นที่ หากเป็นจริงในฐานะประธาน กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ อัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุน สภาฯ จะตรวจสอบการใช้งบประมาณกองทุนพลังงานที่ประชาชนโดนเรียกเก็บจากการซื้อพลังงานทุกประเภทหลายล้านบาท ฝ่ายค้านจะไม่ปล่อยให้มี “คุณแอบ” เอาไปละเลงเล่นได้ สัปดาห์นี้จะสแกน กองทุนพลังงานครั้งใหญ่ เรียกเอกสารสถานะเงินกองทุน นำไปใช้จ่ายในรอบหลายปีมาตรวจสอบ หากพบสิ่งผิดปกติมีไอ้โม่งไปจัดสรรปันส่วนรับรองกัดไม่ปล่อยแน่ ขอฝากไปยังบอร์ดกองทุนพลังงาน 20 คน ต้องรับผิดชอบหากมีการซิกแซ็ก โดยเฉพาะเลขาธิการกองทุนฯหากขยิบตา ไม่กระแอมกระไอปล่อยผ่าน ทำเป็นมองไม่เห็นรับรองได้เลยประชาชนจะเป็นผู้พิพากษา และฝ่ายค้านจะตรวจสอบอย่างเข้มข้น

ขู่บุกทำเนียบทวงเงินช่วยผู้ตกงาน

นายจิรายุกล่าวว่า ส่วนกรณี ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน จะเพิ่มเงินว่างงานให้ผู้ประกันตนจากร้อยละ 62 เป็น 75 ว่า การคืนเงินบางส่วนที่เป็นของลูกจ้างควรคืนอย่างน้อยร้อยละ 80 ของค่าจ้าง 3 เดือนทันที รัฐบาลต้องตัดสินใจเด็ดขาดอย่าดึงเวลา ความเป็นความตายของประชาชนมีทุกวินาที อย่าทอดเวลาเพราะเป็นเงินประชาชน การประชุม ครม.สัปดาห์นี้หากยังคลานต้วมเตี้ยมแบบเต่า ไม่เร่งช่วยผู้ประกันตน จะเป็นแกนนำไปเรียกร้องเงินประกันสังคมให้ผู้ประกันตนถึงทำเนียบรัฐบาล ที่ผ่านมาทำหนังสือถึงเลขาธิการกองทุนประกันสังคมให้ชี้แจงถึงสถานะการเงิน กองทุนชี้แจงว่า ณ วันที่ 8 พ.ค.63 มีเงินที่ใช้ได้เพียงแค่ 16,000 ล้านบาท 2.2 ล้านล้านบาท นำไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและอื่นๆ ร้อยละ 82 หรือ 1.67 ล้านล้านบาท อีก 18% ลงทุนธุรกิจอื่นที่มีความเสี่ยง อาทิ อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ 80,000 ล้านบาท ทั้งในและต่างประเทศ จะหมดโควิดแล้ว ไม่ควรช้าเป็นเต่าเช่นนี้

“เทพไท” ขยี้กู้มโหฬารแต่ตีเช็คเปล่า

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จะใช้เอกสิทธิ์ ส.ส.อภิปรายตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะต่อ พ.ร.ก.เงินกู้ทั้ง 3 ฉบับ ต้องขออนุญาตจากที่ประชุม ส.ส.พรรคก่อน พ.ร.ก.เงินกู้สูงถึง 1.9 ล้านล้านบาท สูงมากเป็นประวัติการณ์ แต่ยังไม่มีรายละเอียดประกอบ พ.ร.ก.เงินกู้เลย เปรียบเสมือนการตีเช็คเปล่า จำเป็นต้องซักถามข้อสงสัยให้รัฐบาลชี้แจงรายละเอียด เพื่อให้ประชาชนที่ต้องรับภาระหนี้สินทั้งหมดได้รับทราบ ส่วนวิปฝ่ายรัฐบาลกำหนดวันประชุม 3 วันน่าจะเพียงพอ ถ้าไม่มีการประท้วงหรือตีรวนกันจากทั้ง 2 ฝ่ายให้เสียบรรยากาศ ต้องเปิดประชุมตั้งแต่ 09.00-21.00 น. แต่ถ้า
รัฐบาลยกเลิกประกาศเคอร์ฟิวตามที่หลายฝ่ายเสนอก็ขยายเวลาประชุมได้ถึงเวลา 24.00 น.ได้อีก แต่ถ้าหากว่าการประชุมไม่จบภายใน 3 วัน ประธานสภาฯใช้ดุลพินิจขยายเวลาการประชุมออกไปอีกก็ได้ แต่เบื้องต้น 3 วันน่าจะเหมาะสมแล้ว

จี้ “สนธิรัตน์” ละเกมชิงเก้าอี้แก้ปาล์มตก

นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “หยุดปัญหาส่วนตัว อย่ามัวแต่แย่งชิงอำนาจกันในพรรค จนชาวสวนปาล์มจะกระอักตายกันอยู่แล้ว” ว่าราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้น มี.ค.จาก กก.ละ 6-7 บาท เหลือ 2.70 บาท แต่ราคาซีพีโออยู่ที่ 21 บาทต่อ กก. ผิดปกติไม่สอดคล้องกัน ภาครัฐต้องเร่งตรวจสอบสาเหตุและแก้ไขทันที ชาวสวนปาล์มเดือดร้อนหนัก แม้จะจ่ายชดเชยโครงการประกันรายได้ก็ได้แค่ 25 ไร่ ชาวสวนปาล์มระบายความอัดอั้นตันใจว่า หากรัฐบาลยังไม่เหลียวแลเร่งแก้ปัญหาพวกเขาอาจต้องแสดงออกเชิงสัญลักษณ์บางอย่างให้รัฐบาลหันมามองบ้าง ฝากถึงนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ให้เร่งแก้ปัญหานี้เร็วเหมือนที่เคยคุยโวไว้ คาราคาซังมาเกือบ 3 เดือน แต่เพิ่งขยับให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบเพิ่ม 3.75 หมื่นตันนำไปผลิตไฟฟ้า จะดูดซับสต๊อกน้ำมันออกจากระบบต้องทำให้เร็ว ความเดือดร้อนประชาชนรอไม่ได้ อย่ามัวแต่ไปเล่นเกมการเมืองแย่งชิงอำนาจภายในพรรคพลังประชารัฐจนลืมปากท้องของประชาชน

รอ กก.บห.เคาะรื้อโครงสร้าง พปชร.

ที่วัดมงคลวราราม (มะเกลือ) ถนนจอมทอง เขตจอมทอง กทม. น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐและอดีตผู้สมัคร ส.ส. เขตจอมทอง-ธนบุรี เปิดโครงการเติมน้ำมันฟรี ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 โดย น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ตั้งใจทำเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนชาวจอมทอง-ธนบุรี ให้ประชาชนที่ขับขี่มอเตอร์ไซค์เติมน้ำมันฟรี ได้รับความสนใจมาลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์จำนวนมากทยอยเดินทางมาเติม จะเปิดให้เติมถึงเวลา 18.00 น. เบื้องต้นมาลงทะเบียนทั้งสิ้น 1,200 คัน เมื่อถามถึงกระแสข่าวความเคลื่อนไหวในการพยายามเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรค น.ส.ทิพานันกล่าวว่า ข่าวที่ออกมาเราไม่ได้ให้ความสำคัญ มุ่งบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน ส่วนจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบริหารภายในพรรคหรือไม่ คณะกรรมการบริหารพรรคจะประชุมพิจารณา ต้องรอความชัดเจนต่อไป

ส่ง “วัฒนา” หน้าเดิมลง ลต.ซ่อมลำปาง

นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อและในฐานะนายทะเบียนพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงการเลือกตั้ง ส.ส.ซ่อม ส.ส.เขต 4 จ.ลำปาง ในวันที่ 20 มิ.ย. และยื่นใบสมัครวันที่ 22-26 พ.ค.ว่า พรรคพลังประชารัฐจะส่งผู้สมัครคนเดิมคือนายวัฒนา สิทธิวัง ลงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 4 ลำปาง สัปดาห์นี้จะดำเนินการเป็นทางการ ให้หัวหน้าพรรคออกหนังสือรับรอง เตรียมพร้อมช่วยผู้สมัครหาเสียง การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา นายวัฒนามีคะแนนมาเป็นอันดับ 2 ห่างไม่มาก ผลงานรัฐบาล โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาโควิด-19 การช่วยเหลือเยียวยาประชาชนและนโยบายการแก้ไขที่จะตามมา จะสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

คะแนนนิยม “รัฐบาลตู่” ทรุดฮวบ

นายนพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เผยผลสำรวจเรื่อง “ฐานที่เปราะบาง” จากประชาชนทั่วประเทศ 2,021 ตัวอย่าง เมื่อวันที่ 13-16 พ.ค.ว่า เมื่อพิจารณาแนวโน้มฐานจุดยืนทางการเมืองของประชาชนตั้งแต่ ก.ค.62 ถึงช่วงเหตุวุ่นๆในรัฐบาล พบว่าฐานสนับสนุนของประชาชนต่อรัฐบาลลดฮวบลงอย่างรวดเร็วจากร้อยละ 46.9 เหลือร้อยละ 36.1 เพราะความวุ่นวายขัดแย้ง แย่งตำแหน่งในรัฐบาลช่วงวิกฤติโควิด-19 บนความทุกข์ยากของประชาชน ขณะที่กลุ่มคนไม่สนับสนุนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 22 เป็นร้อยละ 34.1 และกลุ่มพลังเงียบลดลงจากร้อยละ 31.1 เหลือร้อยละ 29.8 ไปเพิ่มในฐานกลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาล เมื่อแบ่งกลุ่มช่วงอายุในฐานสนับสนุนรัฐบาลคนอายุ 60 ปีขึ้นไปเป็นฐานหนุนรัฐบาลมากสุดร้อยละ 48.7 กลุ่มอายุ 40-59 ปี ร้อยละ 38.9 กลุ่มอายุ 25-39 ปี ร้อยละ 21.7 ส่วนเยาวชนอายุไม่เกิน 24 ปี ร้อยละ 10.9 กลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาล มีเยาวชนอายุไม่เกิน 24 ปีส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.9 กลุ่มอายุ 24-39 ปี ร้อยละ 49 กลุ่มอายุ 40-59 ปี ร้อยละ 27.6 และอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 31.1

คนยี้ พปชร.แย่งชิง รมต.ไม่สนวิกฤติ

เมื่อถามว่า รู้สึกยี้หรือรับได้กับความขัดแย้งวุ่นวายทางการเมือง แย่งตำแหน่ง แย่งเก้าอี้ แบ่งพรรคแบ่งพวก พบว่ากลุ่มสนับสนุนรัฐบาลยี้ ร้อยละ 94.5 รับได้เพียงร้อยละ 5.5 กลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาลยี้ ร้อยละ 82.9 รับได้ 17.1 กลุ่มพลังเงียบยี้ ร้อยละ 92.1 รับได้แค่ร้อยละ 7.9 สะท้อนว่าฐานสนับสนุนของรัฐบาลยังเปราะบางอยู่มาก เห็นชัดว่ากลุ่มเยาวชนส่วนใหญ่ยังไม่สนับสนุนรัฐบาล หรือแม้แต่กลุ่มคนสูงอายุสัดส่วนที่ไม่สนับสนุนก็ไม่น้อยเกือบ 1 ใน 3 จึงทำให้กลุ่มคนสนับสนุนลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดเรื่องละเอียดอ่อนไหวต่ออารมณ์ของประชาชน เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่ปักใจอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงยี้รับไม่ได้กับพฤติกรรมกระหายตำแหน่งหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้องแทนจะก้มหน้าทำงานหนักช่วยเหลือเยียวยาประชาชนช่วงโควิด-19 และวิกฤติอื่นๆ

“ราเมศ” โต้หาความจริงใส่ร้าย “มาร์ค”

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการกล่าวพาดพิงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขอคืนพื้นที่สั่งสลายการชุมนุมปี 2553 ทำให้คนเสียชีวิตว่ากลุ่มที่กล่าวหาใส่ร้ายสร้างวาทกรรมทำลายนายอภิสิทธิ์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ทั้งที่ผ่านการพิสูจน์จากกระบวนการยุติธรรมแล้ว รายงานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ยืนยันชัดเจนการชุมนุมเมื่อปี 53 เป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มีการยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ต่อศาลอาญาข้อหาเจตนาฆ่าผู้ชุมนุม ได้ร่วมกันก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการใช้ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยต่างๆ เข้าปฏิบัติการผลักดันผู้ชุมนุม สลายการชุมนุม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ศาลชั้นต้นยกฟ้องเพราะไม่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น และศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องเช่นกัน

ยกศาลฎีกา–ป.ป.ช.ยันไม่มีการสั่งฆ่าใคร

นายราเมศกล่าวอีกว่า คดีตกไปอยู่กับ ป.ป.ช.ยื่นคำร้องนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯและ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ.ข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ป.ป.ช.ระบุไว้ชัดเจนว่าทั้งนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ พล.อ.อนุพงษ์ไม่ได้กระทำความผิดตามกล่าวหา และศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ในคดีเลขที่ 1699/2560 “ว่าการกระทำของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ของบ้านเมือง” ควรยุติไม่ควรมาใช้วาทกรรมปลุกปั่นประชาชนเข้าใจผิด คำพิพากษาศาลฎีกา เลขที่ 6646-6674/2561 คดีแพ่งที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมเผาอาคารพาณิชย์ของประชาชน ศาลพิพากษาให้แกนนำชดใช้ค่าเสียหาย 19,347,000 บาท ผลแห่งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่อาคารและทรัพย์สินของโจทก์ทั้ง 4 ที่ถูกบุคคลผู้ชุมนุมในกลุ่ม นปช. วางเพลิงเผาทำลายเป็นผลเกิดจากคำปราศรัยของจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 เข้าลักษณะ เป็นผู้ยุยงส่งเสริมละเมิดของบุคคลผู้ชุมนุมในกลุ่ม นปช. ที่ร่วมกันเผาอาคาร” ความจริงเหล่านี้ต่างหากที่ควรค้นหา แล้วนำมาเผยแพร่ให้ประชาชนได้ทราบข้อเท็จจริง

แนะฟังอดีตบอร์ดบินไทยผ่าวิกฤติ

อีกเรื่อง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวว่า ก่อนที่รัฐบาลจะตัดสินใจเลือกแนวทางแก้ปัญหาวิกฤติการบินไทย ขอเสนอว่าควรมอบให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน เป็นเจ้าภาพรับผิดชอบรับฟังความคิดเห็นของอดีตกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อดีตผู้บริหารและอดีตคณะกรรมการการบินไทย เพราะทั้งคู่เคยเป็นบอร์ดการบินไทยมาก่อน ย่อมรู้เรื่องการบินไทยดีพอสมควร หลังรับฟังเชื่อว่ารัฐบาลน่าจะได้รับแนวทางแก้วิกฤติการบินไทยที่ดี เหมาะสมกับสถานการณ์ ปัญหาใหญ่ของการบินไทยคือ การมีขั้นตอนซับซ้อน ทำให้ไม่ทันคู่แข่ง ยังมีคำตอบที่ต้องการความกระจ่างชัดคือการบินไทยจะแก้ปัญหาขาดทุนและความไม่โปร่งใส การแสวงหาผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมได้หรือไม่ การที่กระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่และตัวแทนที่กระทรวงการคลังส่งมานั่งในคณะกรรมการและแต่งตั้งเป็นดีดี บ่อยครั้งไม่ได้ตัดสินใจบนพื้นฐานปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริงเพราะไม่ใช่เงินตัวเอง ถึงอย่างไรรัฐบาลต้องอุ้มหากเกิดความเสียหาย เป็นความด้อยประสิทธิภาพที่มาจากระบบราชการ หวังว่าผู้มีความรู้จะใช้ศักยภาพสติปัญญาทำวิกฤติเป็นโอกาส

จี้ “บิ๊กตู่” สอบหมกหนี้ผูกพันแสนล้าน

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตผู้สมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า วันที่ 18 พ.ค. จะส่งหนังสือทางไปรษณีย์ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ให้ตรวจสอบกรณีการบินไทยทำหนังสือถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขอเลื่อนส่งงบการเงินไตรมาสแรกปี 63 ออกไปถึงเดือน ส.ค.63 อ้างสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ส่งผลต่อแผนการดำเนินงานของบริษัทที่มีนัยสำคัญต่องบการเงิน ทำให้สงสัยว่าอาจมีหนี้หรือภาระผูกพันบางอย่างแฝงอยู่ จึงขอเลื่อนส่งงบการเงิน ตรวจสอบงบการเงินวันที่ 31 ธ.ค.2562 ข้อ 8.35 พบว่าวันที่ 31 ธ.ค.2562 บริษัทลงนามสัญญาเช่าเครื่องบิน 42 ลำ มีภาระผูกพันต้องจ่ายค่าเช่าเครื่องบิน 108,818 ล้านบาท มีเครื่องบินที่รับมอบเรียบร้อยแล้วถึงวันที่ 31 ธ.ค.62 จำนวน 39 ลำ และยังไม่ถึงกำหนดรับมอบอีก 3 ลำ ยังมีเครื่องบินครบกำหนดสัญญาเช่าในปี 2563-2567 อีก 6 ลำ เครื่องบินครบกำหนดสิ้นสุดสัญญาปี 2568-2573 อีก 36 ลำ ภาระผูกพันที่ต้องจ่ายค่าเช่าเครื่องบินตามสัญญาเช่ากว่าแสนล้านบาท น่าจะเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่ต้องชำระต่อไปตามสัญญาหลังวันที่ 31 ธ.ค.2562 ปัญหาคือจะเอาเงินที่ไหนมาชำระหนี้ภาระผูกพันก้อนนี้ รายการนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร สมัยใด มีใครได้รับค่าหัวคิวหรือไม่ ภาระผูกพันกว่าแสนล้านบาทนี้นายกฯ รู้เรื่องหรือไม่ ถ้ายังขอบอกให้รู้ไว้ก่อนจะพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการควรตรวจสอบว่าจะเอาเงินที่ไหนมาชำระหนี้ก้อนนี้

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตผู้สมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า วันที่ 18 พ.ค. จะส่งหนังสือทางไปรษณีย์ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ให้ตรวจสอบกรณีการบินไทยทำหนังสือถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขอเลื่อนส่งงบการเงินไตรมาสแรกปี 63 ออกไปถึงเดือน ส.ค.63 อ้างสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ส่งผลต่อแผนการดำเนินงานของบริษัทที่มีนัยสำคัญต่องบการเงิน ทำให้สงสัยว่าอาจมีหนี้หรือภาระผูกพันบางอย่างแฝงอยู่ จึงขอเลื่อนส่งงบการเงิน ตรวจสอบงบการเงินวันที่ 31 ธ.ค.2562 ข้อ 8.35 พบว่าวันที่ 31 ธ.ค.2562 บริษัทลงนามสัญญาเช่าเครื่องบิน 42 ลำ มีภาระผูกพันต้องจ่ายค่าเช่าเครื่องบิน 108,818 ล้านบาท มีเครื่องบินที่รับมอบเรียบร้อยแล้วถึงวันที่ 31 ธ.ค.62 จำนวน 39 ลำ และยังไม่ถึงกำหนดรับมอบอีก 3 ลำ ยังมีเครื่องบินครบกำหนดสัญญาเช่าในปี 2563-2567 อีก 6 ลำ เครื่องบินครบกำหนดสิ้นสุดสัญญาปี 2568-2573 อีก 36 ลำ ภาระผูกพันที่ต้องจ่ายค่าเช่าเครื่องบินตามสัญญาเช่ากว่าแสนล้านบาท น่าจะเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่ต้องชำระต่อไปตามสัญญาหลังวันที่ 31 ธ.ค.2562 ปัญหาคือจะเอาเงินที่ไหนมาชำระหนี้ภาระผูกพันก้อนนี้ รายการนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร สมัยใด มีใครได้รับค่าหัวคิวหรือไม่ ภาระผูกพันกว่าแสนล้านบาทนี้นายกฯ รู้เรื่องหรือไม่ ถ้ายังขอบอกให้รู้ไว้ก่อนจะพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการควรตรวจสอบว่าจะเอาเงินที่ไหนมาชำระหนี้ก้อนนี้

ที่มาของข่าว
ขอขอบคุณ ไทยรัฐ