นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) จะกลับมากู้เงินนอกระบบอัตราดอกเบี้ยสูงมากขึ้น เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กิจการ รวมถึงเป็นค่าใช้จ่ายในกิจการ อาทิ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าเช่าที่ ค่าบริการจัดการ และค่าจ้างพนักงาน เพื่อประคองกิจการ เพราะธุรกิจส่วนใหญ่ ยังเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ตามมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลได้ยาก เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ กลัวจะเกิดหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) จึงเน้นช่วยเหลือลูกหนี้ชั้นดีเป็นหลักก่อน ซึ่งทางแก้ปัญหาต้องให้รัฐบาลใช้กลไกสถาบันการเงินเฉพาะกิจในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่เดือดร้อนจากไวรัสโควิด-19 ได้เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

“จากการสำรวจความเห็นสมาชิกหอการค้าไทยในภูมิภาคทั่วประเทศ พบว่าส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐช่วยเหลือด้านสภาพคล่อง เพราะช่วงนี้รายได้แทบเป็นศูนย์ แต่ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ต้องจ่ายอีกมากเพื่อรักษากิจการให้อยู่ต่อ และรอให้วิกฤติโควิด-19 คลี่คลายลง ซึ่งหากมีเงินสดก็จะช่วยลดการปลดคนงานได้”

ทั้งนี้ จากความต้องการเงินในการเสริมสภาพคล่องของเอสเอ็มอี และประชาชนทั่วไป ส่งผลให้ธุรกิจให้กู้เงินนอกระบบที่ผิดกฎหมายกลับมาระบาดอีกครั้ง เช่น การให้บริการกู้ยืมเงินผ่านแอปพลิเคชันมือถือที่ดอกเบี้ยสูงมาก และการให้บริการกู้เงินผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งผู้ให้บริการหรือนายทุนก็จะมีทั้งคนไทยและต่างชาติ

นายธนวรรธน์กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการสำรวจการเป็นหนี้ของธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีรายย่อย พบว่าส่วนใหญ่ยังเป็นหนี้นอกระบบ เพราะไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน จึงกู้เงินกับสถาบันการเงินไม่ได้ หรือบางรายไม่ผ่านการพิจารณาการกู้เงินจากสถาบันการเงิน บางรายไม่อยากกู้ธนาคาร เพราะมีขั้นตอนมากทำให้ไม่ทันต่อความต้องการ และไม่รู้จะกู้อย่างไร ทำให้ต้องไปกู้เงินนอกระบบหรือกู้จากญาติพี่น้อง รวมถึงการนำสมบัติไปจำนำ จำนอง โดยคาดว่าธุรกิจกู้เงินนอกระบบน่าจะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดเป็นเลข 2 หลัก.

ที่มาของข่าว
ขอขอบคุณ ไทยรัฐ