ผกก.สภ.มัญจาคีรี เผย คดีรถซีอาร์วีชนต้นไม้ริมถนนก่อนไฟไหม้ปริศนา ริมถนนสายมัญจาคีรี-พระยืน และพบรอยถูกยิงด้วยปืน ล่าสุดรู้ตัวเจ้าของรถ รอเข้าให้ข้อมูล และขอให้ผู้เห็นเหตุการณ์แจ้ง จนท.ด้วย

จากกรณี เมื่อช่วงเช้าวันที่ 29 พ.ค. ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น รับแจ้งเหตุไฟไหม้รถยนต์ ริมถนนสายมัญจาคีรี-พระยืน บริเวณทางโค้งใกล้ปากทางเข้าบ้านนาฮี ต.โพนเพ็ก อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ไปตรวจที่เกิดเหตุพบรถเก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า ซีอาร์วี รุ่นปี 2013 ทะเบียน กน 6999 จันทบุรี มีรอยกระสุนที่ประตูหน้าข้างคนขับ 1 รู และที่ฝาถังน้ำมัน 1 รู ทั้งยังพบปลอกกระสุนขนาด 9 มม.ที่ริมถนนใกล้จุดที่รถถูกไฟไหม้จำนวน 7 ปลอก แต่ไม่พบคนขับและคนเจ็บ ริมถนนยังพบปลอกกระสุนขนาด 9 มม. จำนวน 7 ปลอก จากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่า รถคันเกิดเหตุมีเจ้าของเป็นชาวจังหวัดตราด ซื้อให้แฟนสาวชาวจังหวัดน่านใช้ และแฟนสาวได้แจ้งรถหายเมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น3

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 29 พ.ค.2563 ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พ.ต.อ.ยุทธการ โสเมือง ผกก.สภ.มัญจาคีรี ว่า ขณะนี้ทราบชัดเจนแล้วว่า เจ้าของรถเป็นใครอยู่ที่ไหน ได้ขอความร่วมมือให้เจ้าของรถมาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนว่า รถคันดังกล่าวใครเป็นคนใช้คนสุดท้าย และที่แจ้งหายนั้น แจ้งหายในพื้นที่ใด บุคคลต้องสงสัยที่เอารถไปเป็นใคร เพื่อจะได้มีข้อมูลในการสืบสวนต่อไปว่ามีใครเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในครั้งนี้หรือไม่


ผกก.สภ.มัญจาคีรี กล่าวอีกว่า หลังเกิดเหตุได้ประสานเจ้าหน้าที่ ศพฐ.4 ขอนแก่น มาตรวจที่เกิดเหตุ เก็บวัตถุพยานต่างๆ ในที่เกิดเหตุ ซึ่งตรวจพบปลอกกระสุนขนาด 9 มม. เพิ่มอีก 1 ปลอก รวมเป็น 8 ปลอก ส่วนการก่อเหตุนั้นคาดการณ์ว่ารถเก๋งน่าจะเสียหลักชนต้นไม้ แล้วถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม.ยิงซ้ำ โดยคนร้ายน่าจะยืนอยู่ริมถนนในจุดที่พบปลอกกระสุนเล็งไปที่รถ ซึ่งกระสุนถูกรถเพียง 2 นัดเท่านั้น อีก 6 นัดไม่ทราบว่าถูกคนที่นั่งในรถหรือไม่ เนื่องจากรถถูกไฟไหม้ จึงไม่มีหลักฐานอื่นหลงเหลือในรถ และไม่ทราบว่าในรถมากันกี่คน

พ.ต.อ.ยุทธการ กล่าวด้วยว่า จึงอยากให้ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ หรือผู้ที่มีเบาะแสเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนี้เข้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย รวมถึงคนที่เป็นญาติพี่น้องของคนที่นั่งมาในรถ หากญาติหายตัวไป หรือบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ก็ให้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทุกสถานีตลอด 24 ชม. 

ที่มาของข่าว
ขอขอบคุณ ไทยรัฐ