ซูเปอร์โพล ชี้ “รัฐบาล-ฝ่ายค้าน” สอบผ่านคะแนนฉิวเฉียด อภิปรายพ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้าน แก้โควิด-19 เผย น่าหวาดเสียว แรงหนุนรัฐบาลมากพอๆ แรงต้าน อาจเกิดขัดแย้งรุนแรงบานปลายในอนาคต

วันที่ 30 พ.ค. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง แรงหนุน แรงต้าน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินการเก็บข้อมูลแบบผสมผสาน (Mixed Method) ทั้งการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ การลงพื้นที่และการเก็บข้อมูลในโลกโซเชียลทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,123 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่าง 28 – 29 พ.ค. 2563 ที่ผ่านมา

เมื่อถามถึงจำนวนปีมีปัญหาเศรษฐกิจ ถ้าไม่มีการกู้เงิน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.2 ระบุ 4 – 5 ปี และมากกว่านั้น รองลงมาคือร้อยละ 15.2 ระบุ 3 – 4 ปี ร้อยละ 9.8 ระบุ 2 – 3 ปี และร้อยละ 6.8 ระบุ 1 – 2 ปี หรือน้อยกว่านั้น

ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึงจำนวนปีมีปัญหาเศรษฐกิจ เมื่อมีการกู้เงิน พบว่าจำนวนปีมีปัญหาลดลงในมุมมองของประชาชน โดยร้อยละ 42.7 ระบุ 1 – 2 ปี หรือน้อยกว่านั้น ร้อยละ 17.5 ระบุ 2 – 3 ปี ร้อยละ 13.3 ระบุ 3 – 4 ปี แต่ร้อยละ 26.5 ระบุยังคงมีปัญหา 4 – 5 ปี และมากกว่านั้น

นอกจากนี้ ประชาชนยังได้ประเมิน การอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน ระหว่างฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน พบว่า ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านสอบผ่านแบบฉิวเฉียด เมื่อคะแนนเต็ม 10 คะแนน คือ รัฐบาลได้ 5.18 คะแนน และฝ่ายค้านได้ 5.03 คะแนน เมื่อจำแนกออกจากจุดยืนทางการเมืองพบว่า รัฐบาลได้คะแนนจากกลุ่มสนับสนุนรัฐบาล 6.27 คะแนน จากผู้ไม่หนุนรัฐบาล 3.59 คะแนน และจากพลังเงียบ 6.07 คะแนน ในขณะที่ฝ่ายค้านได้คะแนนจาก กลุ่มหนุนรัฐบาล 4.44 คะแนน จาก กลุ่มไม่หนุนรัฐบาล 5.53 คะแนน และจากพลังเงียบ 5.18 คะแนน

อย่างไรก็ตาม ที่น่าเป็นห่วงคือ เมื่อพิจารณาแนวโน้มจุดยืนการเมืองของประชาชนตั้งแต่เดือนกันยายน 2562 ถึงช่วงอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 30 พ.ค. 2563 พบว่า ฐานสนับสนุนรัฐบาลเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 36.1 มาอยู่ที่ร้อยละ 39.1 แต่ฐานไม่สนับสนุนรัฐบาลก็เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 34.1 มาอยู่ที่ร้อยละ 39.0 และกลุ่มพลังเงียบลดลงจากร้อยละ 29.8 เหลือร้อยละ 21.9

ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า น่าหวาดเสียวในห้วงเวลานี้ คือ แรงหนุนรัฐบาล กับแรงต้าน มากพอๆ กันและกลุ่มพลังเงียบก็หดตัวลงเป็นสถานการณ์อันตรายทางการเมือง ที่อาจเกิดความขัดแย้งรุนแรงบานปลายได้ การตัดสินใจของคณะผู้บริหารประเทศ จึงต้องยึดเอาความต้องการและความเดือดร้อนของประชาชนระดับฐานรากเป็นหัวใจเสริมสร้างความเชื่อมั่นศรัทธา รัฐบาลอาจจะตอบคำถามได้ว่า ทำอะไรไปแล้วบ้าง เพราะรัฐบาลย่อมตอบได้แน่นอนว่า ทำอะไรต่างๆ ไปเยอะแยะมากมาย แต่คำถามที่ว่า ทำไปแล้วได้อะไร รัฐบาลน่าจะยังตอบได้ยากอยู่เพราะถ้ารัฐบาลทำสิ่งที่ตอบโจทย์ตรงเป้าความต้องการของประชาชนทั้งประเทศได้จริง แรงหนุนย่อมมากกว่าแรงต้านหรืออย่างน้อยๆ พลังเงียบที่คอยถ่วงดุลควรจะเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด ไม่ใช่ผลลัพธ์ (outcome) ออกมาแบบนี้คือ แรงหนุน แรงต้าน มากพอๆ กัน เฉือนกันแค่ 0.1%

ที่มาของข่าว
ขอขอบคุณ ไทยรัฐ