“บิ๊กตู่” ย้ำไม่ขัดตั้งกรรมาธิการสอบใช้เงินกู้ ถ้าทำให้ดีขึ้น แนะอย่าให้ช้าจนคนรอหมดลมหายใจก่อน วอนทุกฝ่ายร่วมมือกัน อย่าแบ่งฝ่ายค้าน-รัฐบาล

เมื่อเวลา 16.05 น. วันที่ 31 พ.ค. 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563, พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 และ พ.ร.ก.การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ.2563 ว่า การประชุมถือว่าเรียบร้อยดี แต่มีหลายอย่างที่จะนำไปพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น ในส่วนที่เป็นกังวลก็ได้ชี้แจงไปบ้างแล้ว และรองนายกรัฐมนตรีก็ชี้แจงได้ดี

วันนี้เราต้องปรับรูปแบบการฟัง การพูด และการอภิปรายบ้าง ไม่เช่นนั้นก็จะสับสนอลหม่าน ประชาชนฟังแล้วไม่เข้าใจ และยิ่งทำให้การเดินหน้าไปได้ช้า สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมองว่างบประมาณที่กู้มาแล้วกู้มาด้วยเหตุผลความจำเป็นอะไร และมีมาตรการในการใช้อย่างไร ที่เหลือจากนี้คือการคัดกรองโครงการ และการจัดทำโครงการที่ผ่านการคัดกรองมาจากข้างล่างระดับหนึ่งแล้ว และนำเข้าคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.จ.) ถ้าใครไม่ไปก้าวล่วง เมื่อประชาชนเสนออะไรมาก็ต้องตรวจสอบว่ามีความเป็นไปได้อย่างไร และจะตรวจสอบจากงานที่ปรากฏและร้องทุกข์กล่าวโทษไป เหมือนการจัดซื้ออุปกรณ์ ถ้าผิดกฎหมายก็ต้องผิดกฎหมาย จะไปสั่งให้กฎหมายทำงานไม่ได้ เพราะกฎหมายต้องทำงานด้วยตัวมันเอง

จากนั้นผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไม่ขัดข้องข้อเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้เงินกู้ โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องการพิจารณาในระยะต่อไป บอกแล้วว่าไม่ขัดข้อง หากพิจารณากันแล้วจากในงานของสภาฯ ถ้าสามารถตั้งได้ก็ตั้ง แต่ในพรรคก็ต้องร่วมกันหารือว่าจะตั้งหรือไม่ตั้งอย่างไร ไม่ได้ขัดข้องและไม่ได้คัดค้านอะไรทั้งสิ้น ถ้าทำให้ดีขึ้นและได้รับความไว้วางใจมากขึ้น แต่ต้องไม่ทำให้ชักช้าจนไม่ทันการณ์ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เกรงว่าจะทำให้เกิดความล่าช้า และจะไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน เพราะมีเงินแต่ออกไปทีหลังก็เหมือนเขาหมดลมไปแล้ว จึงต้องให้ตอนนี้

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) จะตั้งคณะกรรมการติดตามตรวจสอบเรื่องนี้เช่นเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า “เขาต้องทำอยู่แล้ว หน่วยงานต้องตั้งหลักของเขาอยู่แล้ว และเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่กู้เงินมาทำงานแบบนี้ แต่ก่อนเป็นการกู้ทางโน้นทางนี้ไปลงทุนอะไรต่างๆ เช่น สมัยที่เกิดต้มยำกุ้งก็คนละแบบ เสถียรภาพทางการเงินก็คนละอย่าง และประเทศไทยวันนี้สถานะการเงินเราเข้มแข็งมาก จึงคลายกังวลในเรื่องนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าสถานการณ์จะยาวไปแค่ไหน และวันหน้าต้องหาเงินเพิ่มหรือเปล่า อย่างน้อยเงินตรงนี้ก็ต่อลมหายใจให้ประชาชน ให้เดินหน้าต่อไปได้ ลูกจ้างพนักงานไม่ตกงาน ถ้าตกงานมากรัฐบาลจะดูแลเดือนละ 5,000 บาท จะพอไหม แต่ทำให้เขากลับมาทำมาหากินได้เหมือนเดิมไม่ดีกว่าเหรอ สิ่งที่แตกต่างกันคือตรงนี้”

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวอีกว่า ที่พูดกันในสภาฯ รับได้หมดและไม่ได้โมโหอะไร แต่การชี้แจงอาจเสียงดังไปบ้างเพราะต้องการจะเน้น แต่ไม่ต้องการทะเลาะกับใครทั้งสิ้น เราทะเลาะกันมามากแล้ว ย้อนกลับไปกลับมาก็ไม่จบ วันนี้ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลต้องช่วยกันเดินไปข้างหน้า เข้าใจว่าทุกคนหวังดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองทั้งนั้น แต่วิธีการคิดยังไม่ตรงกัน และอาจมีความรู้สึกภายในว่าคนละพรรคกันรัฐบาลกับฝ่ายค้าน หน้าที่ของฝ่ายค้านก็ต้องค้าน แต่บางทีอาจร่วมมือกันก็ได้ในการทำประโยชน์ให้ประเทศชาติและประชาชน เป็นแนวใหม่แบบที่ทุกคนต้องการ ทั้งเศรษฐกิจใหม่และชีวิตวิถีใหม่ ต้องร่วมมือกันสู้ เหมือนกับการเลี้ยงลูกหลายคนก็มีความจำเป็นที่แตกต่างกัน ทั้งลูกคนเล็ก คนโต ก็มีความต้องการคนละอย่าง พ่อแม่ก็ต้องหาเงินคนละอย่างมาจุนเจือ ส่วนเงินที่เข้าไปถึงก่อนเพราะมีความพร้อมในการกู้และสร้างงานต่อได้ทันที ส่วนกลุ่มที่จะกลายเป็นหนี้เสียก็ต้องตั้งเงินไว้ก้อนหนึ่งให้เขาเข้าถึง เพราะส่วนนี้ไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน จึงคล้ายกับแผนฟื้นฟูบริษัทที่ต้องมีการปรับปรุง.

ที่มาของข่าว
ขอขอบคุณ ไทยรัฐ