เมืองลุงดุ 2 คนร้ายขี่จยย.ดักรอถึงหน้าบ้าน ก่อนกระหน่ำยิงด้วย 9 มม. 2 น้าหลานหนุ่มเลี้ยงวัวชน น้าตาย-หลานสาหัส ตำรวจตั้งปมสังหาร คาดมาจากเหตุขัดแย้งส่วนตัว

เมื่อวันที่ 31 พ.ค.63 พ.ต.อ.ยศวรรธน์ กระจ่างวงศ์ ผกก.สส.ภ.จว.พัทลุง พ.ต.ต.ธนภัทร บุญชนะ สว. สภ.โคกชะงาย ร.ต.อ.เอก เต็มพุฒิ รอง สว.สอบสวน นำกำลังตำรวจชุดสืบสวน จนท.หน่วยกู้ภัยมูลนิธิพัทลุงการกุศล เข้าตรวจสอบที่สถานที่เกิดเหตุ บ้านเลขที่ 32/1 หมู่ที่ 2 ต.นาท่อม อ.เมืองพัทลุง หลังคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงเจ้าของบ้านและญาติได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย ขณะนี้ จนท.หน่วยกู้ภัยฯ ได้นำร่างผู้บาดเจ็บส่ง รพ.พัทลุง ผู้บาดเจ็บทนพิษบาดแผลไม่ไหวได้เสียชีวิต

ที่เกิดเหตุ ตร.พบกองเลือดตกอยู่จำนวนหนึ่ง และพบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 9 ปลอก พร้อมหัวกระสุนปืนชนิดเดียวกัน 2 หัว จึงเก็บไปเป็นหลักฐานในการสืบสวนสอบสวนเพื่อนำตัวคนร้ายมาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ส่วนผู้ที่ถูกยิงเสียชีวิตซึ่งเป็นเจ้าของบ้านทราบชื่อว่า นายนิสาโรจน์ จันทร์ทอง อายุ 47 ปี สภาพศพถูกยิงด้วยอาวุธปืน 9 มม.เข้าที่บริเวณใต้ราวนมด้านซ้าย แขนและขาด้านซ้าย จำนวนรวม 4 นัด ส่วนนายโสภณ สุวรรณจำรูญ อายุ 34 ปี หลานชายผู้ตาย ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน ถูกยิงเข้าที่บริเวณชายโครงขวา แขน สะโพก รวม 4 นัดเช่นกัน

จากการสอบสวนในขั้นต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้มีคนร้าย 2 คนที่มีผ้าขาวม้าปิดหน้า ทั้งคู่ได้ขี่รถจักรยานยนต์ ฮอนด้าเวฟ สีแดง ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน เข้ามาในพื้นที่เกิดเหตุ พร้อมถามหาบ้านพักของผู้ตาย จากนั้นได้ขี่รถจักรยานยนต์ออกไปจากบ้านเกิดเหตุ ต่อมาคนร้าย 2 คนได้ขี่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวมาจอดอยู่ริมถนนในหมู่บ้านบริเวณหน้าบ้านของ นายก่อ ดินนุ้ย อายุ 48 ปี บ้านเลขที่ 32 หมู่ที่ 2 ต.นาท่อม อ.เมืองพัทลุง ซึ่งอยู่ห่างกันกับบ้านเกิดเหตุประมาณ 30 เมตร จากนั้น 1 ใน 2 คนร้ายได้เดินเท้าเข้าไปใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม.ยิงใส่นายโสภณที่กำลังเดินลงจากรถกระบะที่เพิ่งกลับมาจากไปตัดหญ้าล้มลงได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนนายนิสาโรจน์เมื่อได้ยินเสียงปืนได้วิ่งออกมาจากในบ้าน จึงถูกคนร้ายใช้ปืนยิงเช่นกัน จนทั้งคู่ล้มลงที่บริเวณลานหญ้าระหว่างบ้านทั้ง 2 หลัง จากนั้นคนร้ายได้ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป

ส่วนประเด็นสังหารนั้นในเบื้องต้นตำรวจคาดว่า น่าจะมาจากสาเหตุความขัดแย้งเรื่องส่วนตัว ซึ่งจะได้เร่งสืบสวนสอบสวนเพื่อนำตัวคนร้ายมาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

ที่มาของข่าว
ขอขอบคุณ ไทยรัฐ