เด้ง พ.ต.ท. ตำแหน่ง “สารวัตรสืบโรงพักเมืองพัทลุง” หลังตกเป็นข่าวดัง ร่วมกับลูกน้องรีดเงินแม่ค้าอาหารทะเลถูกจับเคอร์ฟิว สั่งให้แกะหอยนางรมแกล้มเหล้า เผยแม่ค้าต้นเรื่อง จู่ๆ กลับคำให้การหน้าตาเฉย อ้างเงินสด 5,700 โอนใช้หนี้ดาบตำรวจในชุด ที่เคยคบหาเป็นแฟนกัน

กรณีแม่ค้าขายอาหารทะเลสด ร้องขอความเป็นธรรมต่อสื่อมวลชน และมีการโพสต์ข้อความลงโซเชียลมีเดีย วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่สังกัด สภ.เมืองพัทลุง ซึ่งระบุว่าได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจมีทั้งระดับสารวัตรและนายดาบเข้าจับกุม หลังจากกลับมาจากรับหอย ปู และปลาทู จากในพื้นที่ จ.ตรัง และเดินทางกลับบ้านที่ จ.พัทลุง ในช่วงเคอร์ฟิว เหตุเกิดพื้นที่ อ.เมือง จ.พัทลุง เมื่อคืนวันที่ 2 มิ.ย.63 ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เรียกเงินเป็น จำนวน 80,000 บาท ได้มีการต่อรองเหลือ 40,000 บาท และสุดท้ายที่ 10,000 บาท โดยตนไม่มีเงินสด จึงขอยืมจากญาติของสามีมาได้ 5,700 บาท แต่เงินไม่ครบ จำนวน 10,000 บาท ทางชุดจับกุมได้ต่อรองเอาอาหารทะเลที่อยู่ในรถ คิดเป็นเงิน 4,300 จนครบ และเมื่อโอนเงินเสร็จ เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังนั่งกินเหล้ากันอยู่ และให้ตนนั่งแกะหอยนางรมให้พวกเขากิน จนหลังเที่ยงคืนกว่าจะได้กลับบ้าน

ต่อมา ผกก.สภ.เมืองพัทลุง ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเรื่องที่เกิดขึ้น โดยมี พ.ต.อ.สุชาติ สอิด รอง ผบก.ภ.จว.พัทลุง และ พ.ต.อ.วราชาติ รสจันทร์ รอง ผบก.ภ.จว.พัทลุง เป็นหัวหน้าทีมคณะสอบสวน ประกอบกับได้มีคำสั่งให้ข้าราชการตำรวจ ยศดาบตำรวจ ซึ่งเป็นผู้ที่ชื่อปรากฏอยู่บนสลิปโอนเงิน พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่งานสืบสวน โดยให้มาประจำที่ศูนย์ปฏิบัติการสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทลุง ไม่ให้พบปะกับประชาชน พร้อมรายงานข้อเท็จจริงให้ทราบ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. วันที่ 8 มิ.ย.2563 นางสา (นามสมมติ) อายุ 32 ปี แม่ค้าอาหารทะเลสด ได้เดินทางมาให้ปากคำอย่างเป็นทางการกับคณะกรรมการสืบสวนฯ โดยระบุยอมรับว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการตั้งด่านจริง และนำตนมาที่ สภ.เมืองพัทลุง จากนั้นเมื่อมาถึงที่ สภ.เมืองพัทลุง เจ้าหน้าที่ตำรวจขอเพียงหลักฐานการขนส่งสินค้า ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ได้เรียกเงินตนแต่อย่างใด ส่วนสลิปที่โอนเงินให้กับ ด.ต.ไชยยา ชูศรีเพชร ตำรวจในชุดสารวัตร ยศ พ.ต.ท. เป็นเงินที่ตนยืมมา เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา และได้โอนคืนไปแล้ว สำหรับเงินที่หยิบยืมมานั้น ตนนำไปจ่ายค่าปรับที่ศาลในคดีอาญา ส่วนสาเหตุที่เลือกยืมเงินจาก ด.ต.ไชยยา เพราะก่อนหน้าที่ตนจะมีสามี ตนเคยคบหากับนายดาบคนนี้มาก่อน

ส่วนสาเหตุที่ไปบอกสื่อจนเป็นข่าวใหญ่โต เพราะว่าแฟนไม่ทราบว่าตนเคยคบกับ ด.ต.คนดังกล่าวมาก่อน และแฟนต้องการขอเงินจำนวน 10,000 บาท เพื่อไปผ่อนรถ แต่ตนบอกแฟนไปว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเอาเงินไปแล้วในตอนที่ตนโดยจับฝ่าเคอร์ฟิวในคืนนั้น พอตนบอกแฟนไปเช่นนี้ แฟนเลยโกรธ และแฟนเป็นคนโทรไปร้องเรียนสื่อมวลชน จนเป็นเรื่องเป็นราวดังกล่าวขึ้น

ด้าน พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันดี ผบก.ภ.จว.พัทลุง กล่าวว่า เกี่ยวกับคดีดังกล่าวขอเวลาให้คณะกรรมการชุดสืบสวนข้อเท็จจริงได้ทำงานสอบสวนสืบสวนในทุกด้านก่อน ซึ่งตอนนี้ได้ติดตามผู้ที่อ้างว่าตกเป็นผู้เสียหายมาได้แล้ว และได้นำตัวมาสอบถามต่อหน้าผู้สื่อข่าวเพื่อให้เกิดความกระจ่าง ทั้งนี้ทั้งนั้น เจ้าหน้าที่ก็ต้องฟังหลักฐานอย่างอื่นประกอบด้วย เช่น พยานหลักฐานและเอกสารที่ผู้สื่อข่าวนำเสนอ โดยหลังจากนี้จะสอบผู้เกี่ยวข้องกับคดีนี้ทุกปาก ในการให้การของผู้ที่อ้างตัวว่าตกเป็นผู้เสียหายก็สามารถให้การได้ ขอเวลาเจ้าหน้าที่ทำงาน โดยตนจะทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ได้ความกระจ่างแก่สังคม

ในส่วนของ สารวัตร ยศ พ.ต.ท. หัวหน้าชุด ล่าสุด ตนได้สั่งย้ายไปอยู่ฝ่ายอำนวยการกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง เพื่อไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับพยานบุคคล พยานเอกสาร ในการช่วยเหลือตัวเองและพรรคพวก ขอให้พี่น้องประชาชนและผู้สื่อข่าวมั่นใจได้ แต่ถ้ามีพยานหลักฐานที่เข้าไปเกี่ยวข้อง มีส่วนได้เสีย ก็ไม่ต้องห่วง ตนจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดอย่างแน่นอน ทั้งนี้เนื่องจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และท่านผู้บัญชาการตำรวจภาค 9 มีการกำชับและติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง กรณีนี้ตนและเจ้าหน้าที่คณะกรรมการชุดสืบสวนข้อเท็จจริง ทำงานอย่างตรงไปตรงมาอยู่แล้ว

รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ห้องประชุม สภ.เมืองพัทลุง พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันดี ผบก.ภ.จว.พัทลุง ได้เข้ามาสอบปากคำ นางสา (นามสมมติ) แม่ค้าอาหารทะเลสดด้วยตัวเอง โดยในเบื้องต้น นางสา ได้กล่าวยืนยันกับ ผบก.ภ.จว.พัทลุง ว่า เงินจำนวน 5,700 บาท ที่ตนโอนให้กับ ด.ต.ไชยยา ชูศรีเพชร ผบ.หมู่(สืบสวน) สภ.เมืองพัทลุง 1 ใน 3 ตำรวจที่โดนย้ายในครั้งนี้นั้นเป็นเงินค่าหนี้สินที่ตนยืมจาก ด.ต.ไชยา เพื่อนำไปเสียค่าปรับต่อศาลจังหวัดพัทลุง ในช่วงที่ตนกับ ด.ต.ไชยา เป็นแฟนกันสมัยที่ตนยังไม่แต่งงานกับสามีคนปัจจุบัน โดยปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับสื่อมวลชน.

ที่มาของข่าว
ขอขอบคุณ ไทยรัฐ