นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกขนมขบเคี้ยวจากแป้งข้าว เช่น ขนมปังกรอบ และบิสกิต อันดับ 1 ของโลก ส่วนอันดับ 2 และ 3 คือ เยอรมนี และสวีเดน เนื่องจากผู้บริโภคหันมาสนใจสินค้าที่ทำจากวัตถุดิบธรรมชาติมากขึ้น และหลายๆประเทศ โดยเฉพาะประเทศคู่ความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ของไทยลด และเลิกภาษีนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากไทย จึงทำให้นำเข้าเพิ่มขึ้น ซึ่งสร้างรายได้เข้าประเทศปีละจำนวนมาก ที่สำคัญ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เพราะสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าเกษตรแปรรูปสำคัญของไทย ที่นำข้าวมาพัฒนาต่อยอดและสอดแทรกนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และสร้างรายได้ให้เกษตรกร

“4 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-เม.ย.) ไทยส่งออกสินค้าขนมขบเคี้ยวจากแป้งข้าว 13,000 ตัน มูลค่า 41 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 9% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนในปี 2562 ส่งออกได้รวม 42,000 ตัน มูลค่า 129 ล้านเหรียญฯ โดยมีประเทศที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ด้วยเป็นตลาดส่งออกสำคัญ โดยเฉพาะอาเซียน มีมูลค่าส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ 13 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 8% มีฟิลิปปินส์ และลาว เป็นตลาดส่งออกหลัก รองลงมาคือ ออสเตรเลีย มูลค่า 4 ล้านเหรียญฯ เพิ่ม 24%, ญี่ปุ่น 3 ล้านเหรียญฯ เพิ่ม 29%

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เอฟทีเอแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกขนมขบเคี้ยวจากแป้งข้าวไปยังประเทศคู่เอฟทีเอเพิ่มขึ้นมาก เช่น ส่งออกไปอาเซียน เพิ่มขึ้น 2,727%, จีน เพิ่ม 1,633%, ออสเตรเลีย เพิ่ม 124% โดยเอฟทีเอส่งผลให้สินค้าขนมขบเคี้ยวจากแป้งข้าวของไทยมีแต้มต่อด้านราคา เพราะไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า ซึ่งคู่เอฟทีเอของไทย 17 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน 9 ประเทศ จีน เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย ฮ่องกง ชิลี และเปรู ไม่เก็บภาษีนำเข้าจากไทยแล้ว เหลือเพียงที่คงภาษีนำเข้า 0.6% แต่จะเหลือ 0% ในเดือน พ.ค.2565 ซึ่งขนมขบเคี้ยวจากแป้งข้าวของไทยเป็นที่ยอมรับจากตลาดต่างประเทศ ทั้งในด้านคุณภาพและรสชาติ ผู้ประกอบการจึงควรให้ความสำคัญกับคุณภาพมาตรฐานด้านสุขอนามัย รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย ทั้งรสชาติและบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม แข็งแรง พกพาสะดวก.

ที่มาของข่าว
ขอขอบคุณ ไทยรัฐ