“อรรถพล” ซีอีโอ ปตท.คนที่ 10 แจงปีนี้ต้องออกหุ้นกู้ 64,000 ล้านบาท เตรียมสำรองไว้เสริมสภาพคล่องในการทำธุรกิจและเยียวยาเศรษฐกิจประเทศไทยหลังโควิด–19 คลี่คลาย ตัดงบลงทุนของกลุ่ม ปตท.ปีนี้ลง 10–15% พร้อมทบทวนแผนลงทุนอีกครั้ง แจงยังส่งน้ำมันให้การบินไทยแม้ยังติดหนี้ 760 ล้านบาท

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้บริหาร ปตท.คนที่ 10 เปิดเผยว่า ในปีนี้ ปตท.ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นให้ออกหุ้นกู้วงเงิน 64,000 ล้านบาท จากที่ขอกรอบกว้างๆไว้ที่ 150,000 ล้านบาท ซึ่งเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ดังกล่าว ปตท.จะนำมาใช้หมุนเวียนและเสริมสภาพคล่องให้ ปตท. รวมทั้งเพื่อใช้เยียวยาเศรษฐกิจของประเทศช่วยรัฐบาลอีกทางหนึ่ง หลังโควิด-19 คลี่คลาย

ขณะเดียวกันจากสถานการณ์ปัจจุบัน ปตท. ได้มีการจัดลำดับความสำคัญในการลงทุนไว้แล้ว โดยยืนยันว่าโครงการที่ผ่านการอนุมัติแล้ว จะเดินหน้าต่อทุกโครงการ สำหรับโครงการที่ยังไม่ได้อนุมัติจะต้องมาจัดลำดับความสำคัญอีกครั้ง โดยอาจไม่ได้เป็นการตัดทิ้ง แต่จะเลื่อนไปลงทุนในอนาคต โดยจะต้องคำนึงถึงอัตรากำไรที่จะเกิดขึ้นซึ่งถือว่าเป็นโอกาสในการทบทวนการลงทุนอีกด้วย

“งบลงทุนของกลุ่ม ปตท. ทั้งหมดในปีนี้ มีกรอบการลงทุนรวมอยู่ที่ 250,000 ล้านบาท แต่เมื่อหลังจากการประเมินแล้วคาดว่า จะต้องลดงบลงทุนลง 10-15% ขณะที่การลงทุนในส่วนเฉพาะ ของ ปตท. ก็จะมีการปรับลดไปรวม 15,000 ล้านบาท จากเดิมตั้งเป้าไว้ที่ 69,000 ล้านบาท”

ทั้งนี้ ปตท.ได้มองราคาน้ำมันดิบตลาดโลก ขณะนี้ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นช่วงที่โควิด-19 มีการแพร่ระบาดอย่างรุนแรง ประกอบกับเกิดภาวะสงคราม ราคาน้ำมันในกลุ่มโอเปกพลัส แต่สถานการณ์ต่างๆ เริ่มคลี่คลายหลายประเทศผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์จากโควิด-19 กลุ่มโอเปกพลัสสามารถหาข้อยุติในการลดกำลังการผลิตน้ำมันลงได้ ปตท.จึงคาดการณ์ทิศทางน้ำมันปีนี้ทั้งปีเคลื่อนไหวบวกลบอยู่ที่ 40 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

“จากนี้ไปสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลก คงไม่เลวร้ายเหมือนช่วงที่ผ่านมา เพราะกลุ่มโอเปก–พลัสสามารถเจรจาหาข้อตกลงร่วมกันได้แล้ว อีกทั้งโควิด-19 ก็เริ่มคลี่คลายลงแม้ในระยะข้างหน้าจะไม่สามารถคาดเดาได้ว่าโควิด-19 จะกลับมาระบาดรอบสองอีกหรือไม่ เป็นเรื่องยากที่จะคาด–การณ์ได้ และเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม”

นายอรรถพล กล่าวว่า ปตท.ได้ประเมินแนวโน้มปริมาณการใช้ในประเทศช่วงที่เหลือของปีนี้ ภายใต้วิกฤติโควิด-19 ในประเทศเริ่มคลี่คลายลง ซึ่งราคาน้ำมันในประเทศอาจจะปรับตัวสูงขึ้นหลังรัฐบาลปลดล็อกดาวน์ โดยเฉพาะน้ำมันเพื่อการขนส่ง การเดินทางในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพราะประชาชนจะหันไปใช้รถยนต์ในการเดินทางมากขึ้น แต่จะขยายตัวมากกว่าปีที่ผ่านมาหรือไม่ต้องติดตามประเมินภาพรวมอีกครั้ง เพราะความต้องการใช้น้ำมันภาคพื้นที่ทั่วประเทศที่จะเพิ่มขึ้นเป็นเพียงความต้องการใช้ที่จำกัดเฉพาะกำลังซื้อในประเทศเท่านั้นแม้ว่ารัฐบาลจะยกเลิกเคอร์ฟิว แต่ภาพรวมเศรษฐกิจของไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวและการส่งออกเป็นหลัก

ดังนั้นหากยังไม่มีการเปิดเส้นทางการบินสำหรับเที่ยวบินพาณิชย์ระหว่างประเทศ ก็คงยังไม่มีความต้องการใช้น้ำมันอากาศยาน (เจ็ต) ในภาคส่วนต่างๆ จากการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่รวมถึงความต้องการใช้เจ็ตเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมาจากการจำหน่ายของ ปตท. ได้รับผลกระทบแล้ว 90% ทำให้ภาพรวมตลอดทั้งปีนี้ยอดขายเจ็ตของ ปตท.จะลดลง 80% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทำให้ รายได้ในส่วนนี้สูญหายไปกว่า 10,000 ล้านบาทจากปกติในแต่ละปี ปตท.จำหน่ายเจ็ตให้สายการบินและเรือเดินทะเลรวม 20 ประเทศ และมีรายได้ปีละ 14,000 ล้านบาท สอดคล้องกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยปีนี้ที่คาดติดลบแน่นอนตามที่หลายหน่วยงานพยากรณ์ไว้

สำหรับความคืบหน้าการชำระหนี้เจ็ตของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ปตท.จำหน่ายให้ ขณะนี้การบินไทยมีหนี้น้ำมันค้างชำระรวม 760 ล้านบาท ซึ่ง ปตท.นับเป็นเจ้าหนี้การค้าชั้นดีของการบินไทยเพราะการบินไทยมีความจำเป็นในการดำเนินธุรกิจ อีกทั้งปัจจุบันการบินไทยยังเปิดเส้นทางการบินในเที่ยวบินที่จำเป็น ปตท.จึงยังต้องส่งน้ำมันให้การบินไทยตามความต้องการใช้เท่าที่จำเป็นและให้ชำระค่าน้ำมันเป็นเงินสดตั้งแต่เริ่มเข้าแผนฟื้นฟู จากเดิมที่ให้เครดิต 30 วัน ยืนยันไม่มีการงดส่งมอบน้ำมันตามที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้.

ที่มาของข่าว
ขอขอบคุณ ไทยรัฐ