ในอนาคตผู้ใช้ไฟฟ้าจะเป็นเป้าหมาย
ของการทำดิจิทัลไลเซชัน (Digtialization)
ของการใช้พลังงาน

.
ระบบสมาร์ทกริดจะเริ่มจากในบ้านเรือน
มีการใช้เซนเซอร์อำนวยความสะดวกสบาย
การนำเทคโนโลยี IoT (Internet of Things)
มาใช้ควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้า
จะทำให้เราสามารถควบคุมและเฝ้าติดตาม
การเปิดปิดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน
ผ่านโทรศัพท์มือถือได้
.
นอกจากนี้ระบบไฟฟ้าจะมีเสถียรภาพมากขึ้น
ปัญหาไฟตกไฟดับ จะน้อยลงเรื่อย ๆ
จนแทบไม่มีเลย เนื่องจากมีระบบการจัดการที่ชาญฉลาด
.
เมื่อระบบสมาร์ทกริดมีการติดตั้งครบถ้วน
ระบบจะสามารถรู้ได้ว่ามีปัญหาไฟฟ้าเกิดขึ้น
ที่บริเวณใดหรือบ้านหลังไหนผ่านทางมิเตอร์ที่ติดหน้าบ้าน
และจะส่งข้อมูลไปยังระบบควบคุม
ว่าสามารถจ่ายไฟจากวงจรข้างเคียงมาทดแทนได้หรือไม่
รวมถึงสามารถส่งข้อมูลไปยังทีมงาน
ที่ดูแลการแก้ไขปัญหาให้เข้ามาดำเนินการแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว
หรืออีกแนวทางหนึ่งคือการใช้ระบบ
แก้ไขแบบอัตโนมัติ โดยระบบนี้
สามารถนำไปใช้ในอาคารที่ขนาดใหญ่ขึ้นได้
เช่นในอาคารอัจฉริยะ ซึ่งหัวใจสำคัญของสมาร์ทกริด
คือ การทำให้พลังงานสะอาด
สามารถถูกนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ประหยัดที่สุดและยั่งยืนที่สุด
ภายใต้แนวคิดพลังงานไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (Decentralization)
.
นอกจากนี้ ระบบการซื้อขายไฟฟ้าในอนาคตจะเปลี่ยนไปเช่นกัน
ผู้ใช้ไฟจะมีทางเลือกมากขึ้น
สามารถเลือกซื้อไฟฟ้าผ่าน Energy Trading Platform
และสามารถเป็นผู้ขายไฟฟ้าได้
หากมีการติดตั้งแผงโซล่าบนหลังคา (Solar Rooftop)
พฤติกรรมของโพรซูเมอร์ (Prosumer)
(ซึ่งมาจากคำว่า Professional Producer บวกกับ Consumer)
หมายถึงการเข้ามามีบทบาทในการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง
เปลี่ยนจากผู้บริโภค ให้กลายมาเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคในตัวเอง